More stories

  • in ,

    [Wood DIY] มาทำของขวัญวาเลนไทน์เก๋ๆ กันเถอะ!!

    เปิดตัวคอมลัมน์ มุมช่างมุ้งมิ้ง ของ TMO ด้วยการพาทุกคนมาทำของขวัญวาเลนไทน์กันค่ะ!       ว่ากันว่าของแฮนด์เมดเป็นอะไรที่แทนใจมากๆ ทั้งยังแสดงถึงความทุ่มเทตั้งใจ ในฐานะผู้รับ บางครั้งของราคาแพงๆ ก็อาจไม่ตอบโจทย์มากนัก ถ้าเรารักใครสักคนสิ่งของที่เค้าให้มาไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรอกค่ะ แต่อยู่ที่ใจจริงของเค้ามากกว่า        แม้ช่างมุ้งมิ้งจะยังไม่มีคนที่จะมอบของขวัญให้ ปีนี้ก็ขอบอกรักตัวเองด้วยของขวัญชิ้นนี้ไปก่อนแล้วกันค่ะ รักตัวเองแล้วถึงจะรักคนอื่นเป็น (ไลฟ์โค้ชบอกมาแบบนี้)       สำหรับคนที่มาอ่านบทความนี้ทีหลังก็ไม่ต้องเสียดายโอกาสไป เพราะของขวัญชิ้นนี้ยังสามารถมอบให้ในโอกาสอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันครบรอบ วันอยากให้ แค่ดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้แล้วค่ะ เป็นของขวัญที่ครอบคลุมหลายโอกาสมากๆ และเชื่อว่าคนรับต้องชอบแน่ๆ       ออกตัวก่อนว่าช่างมุ้งมิ้งเป็นช่างมือใหม่ ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ ถ้าทำขั้นตอนไหนไม่ถูกต้องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ        วัสดุที่เลือกใช้ทำของขวัญเป็นไม้บีชค่ะ วัสดุเหมือนจะไม่ยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและระมัดระวังมากๆ ช่างมุ้งมิ้งทำเสียไปหลายแผ่นเลยค่ะ แต่ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั่นจริงๆ ในที่สุดก็ทำสำเร็จออกมาจนได้        ของขวัญชิ้นนี้เป็นที่วางโทรศัพท์และแท็บเล็ตค่ะ เผื่อให้วางหนังสือได้ด้วย ขนาดเลยค่อนข้างใหญ่ รูปทรงหัวใจ ตรงกลางมีคำว่า LOVE ตัวใหญ่ๆ ให้เข้ากับเทศกาลแห่งความรัก ปรับองศาให้เอียงได้ตามต้องการ ตรงฐานวางมีช่องเก็บของด้วย เผื่อเก็บพวกแบตเตอรี่ สายชาร์ต หรือของจุกจิก       อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้       1. เลื่อยฉลุ (จิ๊กซอว์)        2. เครื่องเซาะร่องไม้        3. เครื่องขัดกระดาษทราย       4. สว่านกระแทก/สว่านไฟฟ้า        5. ไม้แผ่น       6. สิ่ว       7. ค้อน       8. เดือยไม้       9. แคมป์       10. กระดาษทราย/ฟองน้ำขัดไม้       ขั้นตอนการทำ       1. ร่างแบบ       ก่อนอื่นก็ต้องวาดแบบที่เราต้องการก่อน ช่างมุ้งมิ้งวาดใส่สมุดโน้ตง่อยๆ เลยค่ะ กำกับสเกลไว้คร่าวๆ แล้วหอบไปหาช่างที่มีประสบการณ์ ให้เค้าชี้แนะว่าจะทำออกมาได้มั้ย ต้องใช้อะไรบ้าง       พอแบบผ่านก็วาดชิ้นส่วนที่ต้องการทั้งหมดลงบนแผ่นไม้ที่เตรียมไว้ ได้แก่ แผ่นรูปหัวใจ แท่นค้ำด้านข้าง และฐาน เป็นงานออกแบบและลงมือทำเองครั้งแรก ตื่นเต้นมากๆ เลยล่ะค่ะ        2. เซาะร่องไม้ด้วย เครื่องเซาะร่อง       จากนั้นก็เจอกับด่านแรกที่ถือว่าหนักเอาการ เล่นเอาหูวิ้งๆ ไปทั้งวันเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งไม่ดีนะคะ เวลาทำงานต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ครอบหู […] More

  • แว่นเซฟตี้
    in

    ใส่ แว่นเซฟตี้ แต่เศษฝุ่นยังเข้าตา? ช่องว่างเล็ก ๆ ที่ถูกมองข้าม

    ขณะกำลังเจาะรูเพื่อติดตั้งรางสายไฟบนเพดาน ช่างคนหนึ่งสวม แว่นเซฟตี้ ตามปกติ เขามั่นใจว่าดวงตาได้รับการป้องกันแล้ว เพราะเลนส์ครอบคลุมบริเวณด้านหน้าและด้านข้างพอสมควร แต่เมื่อดอกสว่านเริ่มเจาะคอนกรีต ผงปูนกลับร่วงผ่านช่องว่างใต้ขอบแว่นจนเข้าตา ทำให้ต้องรีบหยุดงานและลงจากบันได เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่า แว่นเซฟตี้ ไม่มีประโยชน์ แต่แสดงให้เห็นว่าการป้องกันดวงตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเลนส์เพียงอย่างเดียว เพราะทิศทางของเศษวัสดุและช่องว่างระหว่างแว่นกับใบหน้ามีผลอย่างมากต่อความปลอดภัย ช่างหลายคนเลือก รองเท้าเซฟตี้ จากความใสของเลนส์ ความเบา หรือความสวยงาม แต่กลับไม่ได้พิจารณาว่าเศษวัสดุจากงานที่ทำจะเคลื่อนที่เข้าหาดวงตาจากทางไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำความเข้าใจก่อนเริ่มงาน ทำไมสวม แว่นเซฟตี้ แล้ว ยังมีโอกาสที่ฝุ่นจะเข้าตา? แว่นเซฟตี้ แบบทั่วไปถูกออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันอันตรายจากเศษวัสดุที่กระเด็นเข้าสู่ดวงตา แต่ไม่ได้ปิดผนึกพื้นที่รอบดวงตาเหมือนแว่นครอบตาบางประเภท บริเวณใต้เลนส์ ข้างสันจมูก และเหนือกรอบแว่นจึงอาจมีช่องว่างซึ่งทำให้อนุภาคขนาดเล็กเคลื่อนผ่านได้ โดยเฉพาะเมื่อมีลมจากเครื่องมือหรือระบบระบายอากาศพัดพาฝุ่นเข้ามา ข้อมูลจาก NIOSH ของสหรัฐอเมริการะบุว่า ในแต่ละวันมีคนทำงานประมาณ 2,000 คนได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาจากการทำงานจนต้องรับการรักษาทางการแพทย์ โดยสาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับอนุภาคขนาดเล็ก เช่น เศษโลหะ ฝุ่นปูน และเศษไม้ที่กระเด็นหรือปลิวเข้าสู่ดวงตา ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการบาดเจ็บไม่ได้จำเป็นต้องเกิดจากวัตถุขนาดใหญ่หรืออุบัติเหตุรุนแรงเสมอไป แต่เศษวัสดุเล็ก ๆ ก็อาจสร้างความเสียหายต่อดวงตาได้ ช่องว่างด้านข้างที่มองไม่เห็นจากด้านหน้า รองเท้าเซฟตี้ ที่ดูครอบคลุมดวงตาเมื่อมองจากด้านหน้า อาจมีช่องว่างด้านข้างค่อนข้างมากเมื่อมองจากมุมเฉียง ยิ่งผู้สวมมีรูปหน้าแคบหรือขาแว่นไม่กระชับ ช่องว่างนี้อาจมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เศษวัสดุที่กระเด็นจากด้านข้างเข้าสู่ดวงตา มาตรฐาน OSHA 29 CFR 1910.133 ของสหรัฐอเมริกาจึงกำหนดให้มีการป้องกันด้านข้างเมื่อมีความเสี่ยงจากวัตถุกระเด็น โดยสามารถใช้แว่นที่มีส่วนป้องกันด้านข้างหรืออุปกรณ์ที่ผ่านข้อกำหนดเกี่ยวข้อง ช่องว่างด้านล่าง เมื่อทำงานเหนือศีรษะ การเจาะเพดาน การติดตั้งโครงฝ้า และการสกัดคอนกรีตเหนือระดับศีรษะ มีลักษณะอันตรายต่างจากการตัดชิ้นงานบนโต๊ะ เศษวัสดุอาจตกลงมาจากด้านบน และเคลื่อนเข้าสู่ช่องว่างระหว่างขอบเลนส์กับแก้มของผู้สวม แม้แว่นจะป้องกันสะเก็ดที่พุ่งมาด้านหน้าได้ดี แต่ก็ไม่ควรสรุปว่าจะป้องกันฝุ่นที่ร่วงจากทุกทิศทางได้ทั้งหมด ช่องระบายอากาศบนแว่นครอบตา มีผลต่อการป้องกันฝุ่นหรือไม่? มีผล เพราะการระบายอากาศและการปิดกั้นอนุภาคเป็นคุณสมบัติที่ต้องออกแบบให้สมดุลกัน แว่นครอบตาที่มีช่องระบายอากาศโดยตรงอาจช่วยลดความร้อนและฝ้าได้ดีในบางสภาพงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับการป้องกันละอองสารเคมีหรือฝุ่นทุกขนาด สำหรับงานที่มีฝุ่นละเอียดสะสมมาก ควรเลือกรุ่นที่มีการระบุว่าป้องกันฝุ่นชนิดนั้นได้ และตรวจว่าแว่นแนบสนิทกับใบหน้าอย่างเหมาะสม หากสวมแว่นครอบตาทับแว่นสายตา ต้องตรวจว่ากรอบแว่นสายตาไม่ขัดขวางการแนบของขอบซีล เลือกแบรนด์ แว่นเซฟตี้ อย่างไรให้เหมาะกับงานจริง? ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ iTOOLMART มีจำหน่าย แบรนด์ DEWALT มีแว่นนิรภัยสำหรับงานช่าง เช่น รุ่น Crosscut ที่เหมาะสำหรับนำมาพิจารณาในงานทั่วไปซึ่งต้องการแว่นแบบขาแว่น โดยต้องตรวจการรับรองของรุ่นนั้นให้ตรงกับความเสี่ยง ขณะที่ Dräger มีผลิตภัณฑ์กลุ่ม X-pect […] More

  • เครื่องย่อยกิ่งไม้

    Hot

    in

    วิธีใช้ เครื่องย่อยกิ่งไม้ ให้ย่อยไว ไม่ติดขัด แล้วเอาเศษกิ่งไปทำอะไรได้บ้าง

    ทำไม เครื่องย่อยกิ่งไม้ ตัวเดียวกัน บางวันย่อยกองใหญ่หมดในชั่วโมงเดียว แต่บางวันต้องหยุดแคะกิ่งที่ติดอยู่ทุกไม่กี่นาที? คำตอบส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เครื่อง แต่อยู่ที่ว่าเราเตรียมกิ่งยังไง ป้อนยังไง และเลือกจังหวะย่อยตอนไหน บทความนี้จะไล่ขั้นตอนตั้งแต่เตรียมพื้นที่ เตรียมกิ่ง วิธีป้อน วิธีแก้กิ่งติด การดูแลใบมีด ไปจนถึงไอเดียเอาเศษกิ่งที่ได้ไปใช้ในสวนต่อ  ก่อนเปิด เครื่องย่อยกิ่งไม้ เตรียมพื้นที่ยังไง  ตั้งเครื่องบนพื้นเรียบที่มั่นคง ไม่ใช่บนเนินหรือดินร่วน เพราะ เครื่องย่อยกิ่งไม้ จะสั่นตอนย่อย ถ้าพื้นเอียงอาจเคลื่อนที่หรือล้มได้ ล็อกล้อไว้ถ้ามีตัวล็อก ดูทิศทางของช่องปล่อยเศษ ให้หันออกจากคน ทางเดิน รถ และหน้าต่าง เศษไม้ที่พ่นออกมาเร็ว ๆ ทำให้บาดเจ็บหรือกระจกร้าวได้ ถ้าเครื่องมีถังเก็บเศษ ให้แน่ใจว่าถังล็อกเข้าที่ก่อนเปิดเครื่อง กันพื้นที่รอบเครื่องไว้ ไม่ให้เด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาใกล้ระหว่างทำงาน และเว้นที่ด้านข้างปากป้อนให้เรายืนได้สะดวก ไม่ต้องยืนบนกองกิ่ง ถ้าเป็นเครื่องไฟฟ้า ให้วางสายไฟให้พ้นทางเดินและพ้นกองกิ่ง ส่วนเครื่องยนต์ เช็กน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันเครื่องให้เรียบร้อยก่อน และเติมตอนเครื่องดับและเย็นเท่านั้น  เวลาใช้ เครื่องย่อยกิ่งไม้ ความปลอดภัยต้องมาก่อน  ใส่แว่นตาเซฟตี้ เพราะเศษไม้เล็ก ๆ ดีดย้อนออกมาจากปากป้อนได้ ใส่ที่ครอบหูหรือที่อุดหู โดยเฉพาะเครื่องแบบใบมีดสับและเครื่องยนต์ที่เสียงดังมาก ใส่ถุงมือที่กระชับมือ ไม่มีชายยาว ใส่เสื้อแขนรัดหรือพับแขนเสื้อให้เรียบร้อย และรองเท้าหุ้มส้น สิ่งที่ห้ามใส่คือผ้าพันคอ เครื่องประดับห้อย เสื้อหลวม ๆ หรือปล่อยผมยาว เพราะอาจโดนกิ่งดึงเข้าไปในปากป้อนพร้อมกัน  เตรียมกิ่งไม้ก่อนย่อย ช่วยได้มากกว่าที่คิด  ตัดกิ่งให้ขนาดพอดีกับปากป้อน ตัดกิ่งที่ใหญ่หรือแตกแขนงเยอะออกเป็นท่อน ๆ ให้ป้อนเข้าปากได้ตรง ๆ กิ่งที่มีง่ามแผ่ออกจะขัดปากป้อน ต้องคอยดัน ทำให้ย่อยช้าและเสี่ยงที่มือจะเข้าใกล้ปาก  คัดของแปลกปลอมออก เดินดูกองกิ่งก่อน เอาหิน ดิน ลวด ตะปู เชือกฟาง และถุงพลาสติกออก ของพวกนี้ทำให้ใบมีดบิ่นหรือพันชุดตัด รากไม้ที่มีดินติดก็เหมือนกัน ดินกับทรายเม็ดเล็ก ๆ ทำให้ใบมีดทื่อเร็วมาก  แยกกองกิ่งกับกองใบ ถ้าเครื่องมีปากป้อนสองช่อง ให้แยกกองกิ่งกับกองใบไว้ตั้งแต่แรก ถ้ามีช่องเดียว ก็ยังควรแยก แล้วสลับป้อนทีละนิด จะช่วยไม่ให้ใบไม้อัดแน่นจนอุด  ย่อยกิ่งสดดีกว่า หรือรอให้แห้งก่อน  ขึ้นกับชุดตัดของ เครื่องย่อยกิ่งไม้ ครับ เครื่องแบบลูกกลิ้งบดความเร็วต่ำมักรับกิ่งสดได้ดี เพราะกิ่งสดยังมีความชื้น […] More

  • กรรไกรตัดเหล็ก

    Hot

    in

    วิธีใช้ กรรไกรตัดเหล็ก ให้ขาดง่าย ไม่ต้องออกแรงเกิน และให้คมนาน

    บีบจนหน้าแดงแต่ลวดก็ยังไม่ขาด หลายคนเลยคิดว่า กรรไกรตัดเหล็ก เส้นตัวเองแรงไม่พอ ทั้งที่จริงปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่วิธีจับ ตําแหน่งที่สอดลวดเข้าปาก หรือปากกรรไกรที่ถูกใช้ผิดวิธีมาจนเริ่มบิ่นแล้ว กรรไกรตัดเหล็ก เส้นเป็นเครื่องมือที่ดูง่าย จับแล้วบีบ แต่ถ้าใช้ถูกจังหวะ งานเดียวกันจะเบาแรงลงเยอะเลย บทความนี้จะไล่วิธีใช้ตั้งแต่ก่อนตัด ท่าที่ถูก ไปจนถึงการปรับและดูแลปากกรรไกรให้ใช้ได้นาน ก่อนใช้งาน กรรไกรตัดเหล็ก ต้องเช็กอะไรบ้าง? อย่างแรก ดูว่าของที่จะตัดอยู่ในขนาดที่ กรรไกรตัดเหล็ก รับได้ไหม ปกติตัวเลขจะพิมพ์อยู่ที่ด้ามหรืออยู่ในคู่มือ และมักแยกตามความแข็งของวัสดุ ถ้าของที่จะตัดเป็นโซ่ชุบแข็ง ลวดสลิง หรือเหล็กกล้าสปริง ให้ระวังเป็นพิเศษ เพราะแข็งกว่าเหล็กทั่วไปมาก อย่างที่สอง ส่องปาก กรรไกรตัดเหล็ก ว่าไม่บิ่น ไม่มีรอยแตก และหุบแล้วปากสองข้างชนกันพอดี ถ้าปากเริ่มห่างหรือบิ่น อย่าเพิ่งใช้ตัดของแข็ง ไปดูวิธีปรับกับวิธีเช็กในหัวข้อข้างล่างก่อน อย่างที่สาม ดูรอบตัว ว่าปลายที่จะขาดจะดีดไปทางไหน มีคนยืนอยู่ไหม มีกระจกหรือของแตกง่ายไหม แล้วใส่แว่นตากับถุงมือให้เรียบร้อย ท่าจับ กรรไกรตัดเหล็ก ที่ถูก ช่วยให้ใช้แรงน้อยลง จับด้ามทั้งสองข้างให้ห่างจากหัว กรรไกรตัดเหล็ก มากที่สุด ยิ่งจับปลายด้าม ยิ่งได้แรงงัดเยอะ หลายคนเผลอจับกลางด้ามเพราะรู้สึกคุมง่าย แต่แบบนั้นต้องออกแรงมากขึ้นแบบไม่จําเป็น ถ้าเป็น กรรไกรตัดเหล็ก ตัวยาว ให้ตั้งด้ามล่างยันกับพื้น ต้นขา หรือลําตัว แล้วใช้แรงจากแขนและไหล่กดด้ามบนลงมา แทนการใช้แค่กําลังข้อมือ วิธีนี้ช่วยได้มากเวลาต้องตัดหลายเส้นต่อกัน บีบด้วยแรงที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องกระแทก ถ้าบีบแล้วยังไม่ขาด ให้หยุดก่อน แล้วไปเช็กว่าของนั้นใหญ่หรือแข็งเกินไปหรือเปล่า อย่าใช้วิธีเหยียบด้าม หรือเอาท่อเหล็กมาสวมต่อด้าม เพราะแรงที่เกินออกแบบจะทําให้ปากบิ่นหรือข้อต่อหัก แล้วชิ้นส่วนอาจดีดใส่ตัวได้ สอดลวดตรงไหนของปาก กรรไกรตัดเหล็ก ถึงตัดขาดง่ายที่สุด ให้สอดของที่จะตัดเข้าไปลึก ๆ ใกล้กับข้อต่อของปาก กรรไกรตัดเหล็ก มากที่สุดเท่าที่ทําได้ ตรงนั้นได้แรงบีบมากที่สุด ถ้าตัดด้วยปลายปาก จะต้องใช้แรงมากกว่าหลายเท่า และปลายปากเป็นจุดที่บิ่นง่ายที่สุดด้วย ให้ปากของกรรไกรตั้งฉากกับเส้นที่จะตัด อย่าตัดเฉียง เพราะแรงจะไม่ลงตรง ๆ และปากคีมจะโดนแรงบิด อีกเรื่องที่สําคัญมากคือห้ามบิดหรือโยก กรรไกรตัดเหล็ก ไปมาระหว่างตัด หลายคนชอบโยกด้ามซ้ายขวาเพื่อให้ลวดขาดเร็ว ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ทําให้ปากคีมบิ่นเร็วที่สุดเลย ถ้าบีบตรง ๆ แล้วไม่ขาด แปลว่าเกินกําลังคีม […] More

  • หมวกนิรภัย
    in

    หมวกนิรภัย โดนสี ทินเนอร์ หรือสเปรย์สี ล้างยังไงไม่ให้วัสดุเสียหาย?

    เสียงพ่นสีดังอยู่ข้าง ๆ ขณะช่างอีกคนกำลังทำงานบนไซต์ พอเลิกงานจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า หมวกนิรภัย ที่ใส่อยู่มีละอองสีเกาะเต็มด้านข้าง บางจุดเช็ดด้วยผ้าธรรมดาก็ไม่ออก สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือ “เอาทินเนอร์เช็ดแป๊บเดียวก็น่าจะออกแหละ”  แต่จริงๆแล้วในการล้างสี วิธีนั้นอาจดูรวดเร็ว แต่สำหรับ หมวกนิรภัย คำถามสำคัญกว่าคือ หลังเช็ดแล้ว เปลือก หมวกนิรภัย ยังมีคุณสมบัติในการรับแรงกระแทกเหมือนเดิมไหม? คำตอบที่ควรรู้คือ ไม่ควรใช้ทินเนอร์ อะซิโตน น้ำมันเบนซิน หรือตัวทำละลายรุนแรงล้างสีออกจากหมวกนิรภัยเอง หากผู้ผลิตไม่ได้รับรอง เพราะสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อพลาสติกของตัวหมวก และความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก หมวกนิรภัย โดนสี แค่สกปรก หรืออาจกระทบความปลอดภัย? หลายๆคนมองคราบสีว่าเป็นเพียงปัญหาเรื่องความสวยงาม แต่สำหรับ อุปกรณ์เซฟตี้ อย่าง หมวกนิรภัย ต้องระวังมากกว่านั้น อ้างอิงเอกสารด้าน Head Protection ของ 3M ระบุให้ทำความสะอาด หมวกนิรภัย ด้วย สบู่อ่อนและน้ำ แล้วล้างและเช็ดให้แห้ง พร้อมระบุว่าไม่ควรใช้สี ตัวทำละลาย สารเคมี กาว น้ำมันเบนซิน หรือสารลักษณะใกล้เคียงกับตัวหมวก เพราะสารเหล่านี้อาจทำให้ความสามารถของเปลือก หมวกนิรภัย ในการต้านแรงกระแทกและการเจาะทะลุเสื่อมลงได้ จุดนี้ทำให้เกิดหลักสำคัญข้อหนึ่งว่า “เช็ดออกหมด” ไม่ได้แปลว่า “หมวกไม่เสีย” เสมอไป ทำไมทินเนอร์ถึงไม่ใช่ทางลัดสำหรับล้างสีบน หมวกนิรภัย? ทินเนอร์ถูกออกแบบมาให้ละลายหรือเจือจางสี จึงทำงานกับคราบสีได้ดี แต่คุณสมบัติที่ทำให้มันละลายสีได้ ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ต้องระวังเมื่อนำไปสัมผัสพลาสติก หมวกนิรภัย จำนวนมากผลิตจากวัสดุเทอร์โมพลาสติก เช่น HDPE หรือ ABS ตัวอย่างเช่นข้อมูลของ 3M ระบุว่าฮาร์ดแฮตโดยทั่วไปอาจผลิตจาก HDPE, ABS หรือวัสดุเทอร์โมพลาสติกชนิดอื่น Mouser ขณะที่ หมวกนิรภัย PROTAPE SS200 ซึ่งมีจำหน่ายใน iToolmart ระบุว่าใช้ High Impact ABS เป็นวัสดุเปลือกหมวก ดังนั้นจึงไม่ควรคิดเพียงว่า “ใช้ทินเนอร์นิดเดียวแล้วรีบเช็ดออก” เพราะระดับความเข้ากันได้ระหว่างสารเคมีกับพลาสติกขึ้นอยู่กับทั้งชนิดของพลาสติก สูตรของสาร ระยะเวลาสัมผัส และคำแนะนำของผู้ผลิตหมวกรุ่นนั้น แล้วถ้าสีหรือสเปรย์สีโดน หมวกนิรภัย ควรทำอย่างไร? วิธีจัดการควรเริ่มจาก […] More

  • เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้

    Hot

    in

    เทคนิคใช้ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ให้ได้ทรงสวยและแน่นตั้งแต่โคนถึงยอด

    ทำไมยิ่งตัดบ่อย โคนพุ่มยิ่งโกร๋น? เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ สำหรับคนปลูก ไทรเกาหลี หรือต้นเข็มเป็นรั้ว ถามกันบ่อยมาก ด้านบนเขียวแน่นดี แต่ด้านล่างโปร่งจนเห็นกิ่งแห้ง ๆ ทั้งที่รดน้ำใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ ปัญหานี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ดินหรือน้ำ แต่อยู่ที่ทรงที่เราตัด บทความนี้จะพาไล่วิธีใช้ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ให้ตัดแต่งพุ่มไม้สวยๆ แน่นๆ ทีละขั้น ตั้งแต่ก่อนเริ่มตัดจนเก็บ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ทำไมใช้ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ยิ่งตัด โคนยิ่งโกร๋น เพราะใบด้านล่างไม่ได้แดดครับ ถ้าเราตัดพุ่มเป็นทรงตรงดิ่ง หรือแย่กว่านั้นคือด้านบนกว้างกว่าด้านล่าง ใบด้านบนจะบังแดดใบด้านล่างหมด พอใบล่างไม่ได้แสง ก็ค่อย ๆ ร่วงและไม่แตกใหม่ ทางแก้คือตัดให้โคนกว้างกว่ายอดเล็กน้อย ถ้ามองจากด้านข้างจะเป็นทรงคางหมูเตี้ย ๆ ด้านข้างเอียงเข้าหากันนิดเดียวก็พอ แค่นี้แดดก็ลงไปถึงใบด้านล่างได้ทั่วแล้ว ก่อนเริ่มใช้ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ต้องเช็กอะไรบ้าง? เดินดูรอบพุ่มก่อนสักรอบครับ มองหารังนก รังต่อ หรือรังแตน โดยเฉพาะพุ่มที่ไม่ได้ตัดมานาน ถ้าเจอรังต่อหรือแตน อย่าตัดต่อ ให้ถอยออกมาแล้วเรียกคนที่มีอุปกรณ์มาจัดการ ดูด้วยว่ามีลวด หลักไม้ หรือสายยางซ่อนอยู่ในพุ่มไหม เพราะใบมีดไปโดนเข้าจะบิ่นทันที จากนั้นเช็กใบมีดว่ามีฟันบิ่นหรืองอไหม แล้วใส่แว่นกับถุงมือให้เรียบร้อย ถ้าใช้ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ไฟฟ้า ให้พาดสายไว้ด้านหลังตัวก่อนเริ่มทุกครั้ง ตัดด้านบนยังไงให้เรียบเป็นแนวเดียว ตาคนหลอกง่ายมากครับ ตัดไปเรื่อย ๆ แนวบนจะเริ่มเป็นคลื่นโดยไม่รู้ตัว วิธีง่ายสุดคือปักหลักไม้ที่หัวกับท้ายแนวพุ่ม แล้วขึงเชือกให้ตึงตามระดับที่ต้องการ ตัดตามเชือกไปทีละช่วง ถือใบมีดให้ขนานกับแนวเชือก แล้วปาดเป็นจังหวะยาว ๆ สม่ำเสมอ อย่าจิ้มลงไปทีละจุด เพราะจะได้รอยเป็นหลุม ๆ ถ้าพุ่มกว้าง ให้ตัดจากขอบด้านใกล้ตัวเข้าไปกลางพุ่มก่อน แล้วค่อยเดินอ้อมไปตัดอีกฝั่ง ตัดด้านข้าง ควรเริ่มจากล่างขึ้นบนหรือบนลงล่าง เริ่มจากล่างขึ้นบนครับ ปาดใบมีดเป็นวงโค้งขึ้นไปตามแนวเอียงของทรงคางหมู การตัดจากล่างขึ้นช่วยให้กิ่งที่ถูกตัดร่วงออกไปจากพุ่ม ไม่ตกลงไปกองบนส่วนที่ยังไม่ได้ตัด เราเลยเห็นแนวชัดตลอด ถถ้าใช้ เครื่องตัดแต่งพุ่มไม้ ที่ใบมีดสองคม ปาดไปแล้วปาดกลับได้เลย ถ้าเป็นคมเดียว ให้ปาดทางเดียวตามทิศคมของใบ ตัดลึกแค่ไหน ต้นถึงไม่โทรม หลักที่คนจัดสวนใช้กันทั่วไปคือ ไม่ตัดเกินประมาณหนึ่งในสามของพุ่มในครั้งเดียว ถ้าพุ่มรกมากจนอยากตัดลึกกว่านั้น ให้ค่อย ๆ ตัดลดลงทีละรอบ เว้นช่วงให้ต้นแตกใบใหม่ก่อน ตัดลึกทีเดียวจนเหลือแต่กิ่งโล่ง ๆ บางต้นฟื้นช้ามาก […] More

  • ปั๊มลม
    in

    เซ็ตอัป ปั๊มลม ตัวใหม่ วันแรก ทำอะไรบ้าง ก่อนกดใช้งานจริง?

    เมื่อ ปั๊มลม มาส่งถึงหน้าบ้าน หรือหน้าร้าน แล้วกล่อง หรือแร็ป ยังไม่ทันแกะดี หลายคนก็เลือกที่จะลากเครื่องลงจากพาเลท เสียบปลั๊ก แล้วกดเปิดใช้ระบบปั๊มลม ภายในสิบนาทีแรกเลย ในวันนั้นปั๊มลม ก็อาจทำงานได้ปกติดีทุกอย่างไม่เสียงแปลก และงานที่รออยู่ก็เดินต่อได้ทันที ไม่มีอะไรทำให้รู้สึกว่าข้ามขั้นตอนไป ปัญหาที่ตามมามักโผล่ หลังจากนั้นหลายเดือน และมาในรูปแบบ ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับวันแรกเลย เช่น ลมที่ออกมามีน้ำปนจนงานพ่นสีเสีย เครื่องสั่นปั๊มลมเดินไม่นิ่งจนต้องคอยขันน็อตฐานใหม่ ปั๊มลมตัดต่อถี่กว่าที่ควรทั้งที่ไม่ได้ใช้ลมหนัก หรือถังเริ่มมีคราบสนิมซึมออกมาตรงรอยเชื่อม ซึ่งหลายกรณีย้อนกลับไปหาขั้นตอน ตอนติดตั้งที่อาจละเลยไป เพราะงั้น เราจะมาดูขั้นตอนต่าง ๆ ในการติดตั้งปั๊มลม ที่ใช้เวลารวมไม่เกินชั่วโมง ใช้เครื่องมือพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว และทำครั้งเดียวตอนติดตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นเหลือแค่ การดูแลตามรอบปกติ เลือกตำแหน่งตั้ง ปั๊มลม ก่อนลากของเข้าที่ ตำแหน่งที่ตั้งมีผลกับอายุเครื่องมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะปั๊มลมทำงานด้วยการดูดอากาศรอบ ๆ ตัวเข้าไปอัด อากาศที่ดูดเข้าไปสะอาดและแห้งแค่ไหน ลมที่ออกมาปลายทางก็เป็นแบบนั้น ถ้าตั้งไว้ในจุดที่ฝุ่นเยอะ หรือชื้นจัด ไส้กรองจะตันเร็ว และน้ำในระบบ อาจมีมากกว่าปกติตั้งแต่วันแรก เลือกพื้นที่ที่แห้ง อากาศถ่ายเทได้ ไม่ใช่มุมอับหลังตู้ หรือในตู้ปิดที่ทำเพื่อเก็บเสียง เว้นระยะรอบเครื่องให้ลมระบายออกได้จริง และวางบนพื้นที่รับน้ำหนักไหว และเรียบพอที่ขาทั้งสี่จะแตะพื้นครบทุกจุด  ปั๊มลม ที่ตั้งบนพื้นไม่เรียบจะสั่นมากกว่าปกติตลอดเวลาที่ทำงาน ซึ่งทำให้ข้อต่อคลายตัวเร็วขึ้น และเป็นที่มาของรอยรั่วที่หาต้นตอไม่เจอในภายหลัง ถ้าหน้างาน อยู่ไกลจากจุดจ่ายไฟ ให้ตั้งเครื่องไว้ใกล้ไฟ แล้วเดินสายลม ไปหางานแทน ดีกว่าลากสายไฟยาวไปหาเครื่อง เพราะแรงดันไฟ ที่ตกระหว่างทาง สร้างปัญหากับมอเตอร์มากกว่าแรงดันลมที่ตกในสายลมหลายเท่า ตรวจระดับน้ำมันก่อนเสียบปลั๊ก ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอน ที่ข้ามบ่อยที่สุด และเสียหายได้เร็วเช่นกัน เพราะปั๊มลม แบบใช้น้ำมันหลายรุ่น อาจส่งมาโดยยังไม่ได้เติมน้ำมัน หรือเติมมาเล็กน้อยเพื่อป้องกันสนิมระหว่างขนส่งการเปิดเครื่องโดยไม่ตรวจก่อน คือความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ตั้งแต่นาทีแรกที่มอเตอร์หมุน ดูที่ช่องกระจกด้านข้าง หรือก้านวัดตาม ที่คู่มือระบุ ระดับน้ำมันควรอยู่ในช่วงที่กำหนด ไม่ใช่เติมให้เต็มจนล้นเพราะคิดว่ายิ่งเยอะยิ่งดี  น้ำมันที่มากเกินไปทำให้เกิดแรงดันภายในห้องข้อเหวี่ยงและซึมออกมาตามซีล ส่วนชนิดของน้ำมันให้ใช้ตามที่ผู้ผลิตกำหนดเท่านั้น อย่าใช้น้ำมันเครื่องรถยนต์แทน เพราะมีสารเติมแต่งคนละแบบ สำหรับปั๊มลม ออยล์ฟรีไม่มีขั้นตอนนี้ ข้ามไปขั้นถัดไปได้เลย เดินเครื่อง ปั๊มลม รอบแรก โดยไม่มีโหลด ก่อนต่อเครื่องมือใด ๆ เข้ากับระบบ ให้เปิดวาล์วระบายใต้ถังปั๊มลมทิ้งไว้ แล้วเดินเครื่องเปล่าตามระยะเวลา […] More

  • ถังขยะ
    in

    ถังขยะ 120 ลิตร บอกอะไรเรา? ทำไมความจุไม่ได้แปลว่ารับน้ำหนักได้เท่ากัน

    เวลาเห็น ถังขยะ 120 ลิตร หลายคนอาจเผลอคิดไปแบบง่าย ๆ ว่า ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะใส่ขยะได้ประมาณ 120 กิโลกรัมด้วย เพราะตัวเลขเหมือนกันพอดี ยิ่งเราคุ้นกับน้ำที่หนึ่งลิตรมีมวลใกล้เคียงหนึ่งกิโลกรัม ความเข้าใจแบบนี้ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย แต่พอเปลี่ยนจากน้ำมาเป็นขยะ เรื่องจะไม่ตรงไปตรงมาแบบนั้นอีกต่อไป เพราะตัวเลข 120 ลิตรไม่ได้บอกว่าถังรับน้ำหนักได้เท่าไร มันกำลังบอกเพียงว่า ข้างในมีพื้นที่สำหรับบรรจุของประมาณเท่าไร ส่วนจะหนักมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาอะไรใส่ลงไป ลองนึกถึงถังขยะสองใบที่มีขนาดเท่ากัน ใบหนึ่งเต็มไปด้วยแก้วพลาสติก กระดาษ และบรรจุภัณฑ์เปล่า อีกใบเต็มไปด้วยเศษแก้วหรือเศษโลหะ ระดับขยะอาจสูงพอ ๆ กัน แต่ภาระที่ตัวถังต้องรับต่างกันมาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาเลือกถังขยะ คำถามว่า “กี่ลิตร” จึงสำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำถามเดียวที่ควรถาม 120 ลิตร กำลังบอกเรื่อง “พื้นที่” ไม่ใช่ “น้ำหนัก” ลิตรเป็นหน่วยของปริมาตร พูดง่าย ๆ คือใช้บอกว่าพื้นที่ข้างในรองรับสิ่งของได้มากแค่ไหน ดังนั้น ถังขยะ 120 ลิตรจึงหมายถึงถังที่มีความจุในระดับประมาณนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตกำลังรับรองว่าสามารถใส่ขยะหนัก 120 กิโลกรัมได้ ความแตกต่างนี้จะเห็นชัดมากเมื่อมองจากชนิดของขยะ ขวดพลาสติกเปล่าอาจกินพื้นที่มากแต่มีน้ำหนักน้อย กระดาษที่ขยำแล้วก็เช่นกัน ในทางกลับกัน เศษแก้ว เศษโลหะ หรือขยะเปียกบางประเภทอาจกินพื้นที่ไม่มากเท่าไร แต่เพิ่มน้ำหนักให้ถังเร็วมาก จึงมีสถานการณ์หนึ่งที่พบได้บ่อยคือ ถังยังดูไม่เต็ม แต่เริ่มหนักเกินกว่าจะเคลื่อนย้ายได้สะดวกแล้ว โดยเฉพาะถังที่ต้องเข็น ยก หรือใช้งานร่วมกับระบบเก็บขยะ หากดูเพียงระดับของขยะในถังอย่างเดียว เราอาจไม่รู้เลยว่าล้อ แกน มือจับ และตัวถังกำลังรับภาระอยู่มากแค่ไหน ถัง 120 ลิตรจึงไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า “ใส่ได้กี่กิโล” ถังขยะที่มีความจุเท่ากันอาจถูกออกแบบมาไม่เหมือนกันเลย ถังพลาสติกสองล้อสำหรับงานเก็บขยะ ถังสเตนเลสในสำนักงาน หรือถังพลาสติกสำหรับใช้งานทั่วไป แม้จะระบุว่า 120 ลิตรเหมือนกัน แต่โครงสร้าง วัสดุ ความหนา จุดรับแรง และวิธีใช้งานอาจแตกต่างกันมาก ในมาตรฐาน EN 840 ซึ่งใช้กับถังขยะแบบเคลื่อนที่ มีการแยกเรื่องความจุออกจากเรื่องน้ำหนักบรรทุกอย่างชัดเจน ตัวอย่างหนึ่งในมาตรฐานใช้ค่าประมาณ 0.4 กิโลกรัมต่อหนึ่งลิตรในการคำนวณโหลดอ้างอิง ดังนั้น ถัง 120 ลิตรในบริบทนี้จึงไม่ได้ถูกตีความว่าให้รับขยะ […] More

  • เครื่องปริ้น
    in

    ล้างหัวพิมพ์เครื่องปริ้นบ่อย ๆ ดีจริงไหม? ทำไมกด Cleaning หลายรอบแล้วหมึกยิ่งลด

    พิมพ์งานออกมาแล้วมีเส้น สีขาด หรือบางสีไม่ออก หลายคนจึงเข้าเมนูเครื่องปริ้นแล้วกด Cleaning เพื่อทำความสะอาดหัวพิมพ์ แต่พอรอบแรกยังไม่หาย ก็ลองรอบสอง รอบสาม หรือกดซ้ำไปเรื่อย ๆ ด้วยความคิดว่ายิ่งล้างหลายครั้ง หัวพิมพ์ก็น่าจะยิ่งสะอาดและกลับมาพิมพ์ได้ตามปกติ สิ่งที่อาจตามมาคืออาการเดิมยังไม่หาย แต่ระดับหมึกกลับลดลงจนเห็นได้ชัด ทั้งที่ช่วงนั้นแทบไม่ได้พิมพ์เอกสารเพิ่มเลย จึงเกิดคำถามว่า Cleaning ทำอะไรกับเครื่อง และหมึกที่ลดลงถูกนำไปใช้ตรงไหน คำตอบคือ การทำความสะอาดหัวพิมพ์มีการใช้หมึกจริง ฟังก์ชันนี้จึงไม่ได้มีไว้กดเป็นประจำโดยไม่มีอาการผิดปกติ และการกดซ้ำหลายรอบก็ไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยให้งานพิมพ์กลับมาปกติ เพราะปัญหาที่เห็นอาจไม่ได้เกิดจากหัวฉีดอุดตันเสมอไป กด Cleaning หนึ่งครั้ง เครื่องปริ้นกำลังทำอะไร? เครื่องปริ้น Inkjet สร้างภาพและตัวอักษรด้วยการปล่อยหมึกผ่านหัวฉีดขนาดเล็กบนหัวพิมพ์ เมื่อหัวฉีดบางส่วนจ่ายหมึกได้ไม่สมบูรณ์ รูปแบบตรวจสอบหัวฉีดอาจมีเส้นหรือช่องว่าง และสีบางส่วนอาจขาดหายไป ฟังก์ชัน Print Head Cleaning จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายหมึกบริเวณหัวฉีด รายละเอียดของกระบวนการแตกต่างกันตามการออกแบบของเครื่อง แต่สิ่งที่ผู้ผลิตอย่าง Brother, Epson และ Canon ระบุสอดคล้องกันคือ การทำความสะอาดหัวพิมพ์มีการใช้หมึก และการทำความสะอาดที่เข้มข้นกว่าปกติ เช่น Deep Cleaning หรือ Power Cleaning ในเครื่องที่มีฟังก์ชันดังกล่าว อาจใช้หมึกมากขึ้นอีก ดังนั้น Cleaning จึงควรถูกมองว่าเป็น ขั้นตอนแก้ปัญหาเมื่อหัวฉีดทำงานผิดปกติ มากกว่าจะเป็นการบำรุงรักษาที่ต้องกดบ่อย ๆ เพื่อให้เครื่องสะอาดอยู่ตลอดเวลา แล้วหมึกที่หายไปตอน Cleaning ไปอยู่ไหน? นี่เป็นส่วนที่ทำให้หลายคนสงสัย เพราะเวลาพิมพ์เอกสาร เรามองเห็นหมึกถูกใช้ไปบนกระดาษ แต่ตอน Cleaning เครื่องไม่ได้พิมพ์เอกสารหลายหน้าออกมาให้เห็น ทั้งที่ระดับหมึกกลับลดลง ในเครื่องที่ออกแบบให้มีระบบรองรับหมึกจากกระบวนการบำรุงรักษา หมึกที่ใช้ระหว่าง Cleaning จะถูกจัดการอยู่ภายในเครื่อง และอาจถูกส่งไปยังส่วนรองรับหมึก เช่น Maintenance Box หรือ Maintenance Cartridge ตามโครงสร้างของแต่ละรุ่น นั่นหมายความว่าหมึกไม่ได้หายไปโดยไม่มีสาเหตุ เพียงแต่ถูกใช้กับกระบวนการดูแลหัวพิมพ์แทนที่จะกลายเป็นข้อความหรือภาพบนกระดาษ เรื่องนี้ยังอธิบายได้ด้วยว่าทำไมเครื่องบางรุ่นจึงมี Maintenance Box หรือ Maintenance Cartridge ที่วันหนึ่งอาจต้องเปลี่ยน เพราะนอกจากระดับหมึกจะลดลงจากการ Cleaning แล้ว กระบวนการบำรุงรักษาก็ใช้พื้นที่ของส่วนที่รองรับหมึกดังกล่าวด้วย ตัวอย่างเช่น […] More

  • กาวซิลิโคน
    in

    ทำไมปากหลอดซิลิโคนตัน ทั้งที่ข้างในยังเหลือ? เก็บอย่างไรให้ใช้ครั้งต่อไปได้

    ซิลิโคนหนึ่งหลอดไม่ได้ถูกใช้หมดในครั้งเดียวเสมอไป โดยเฉพาะงานเล็ก ๆ อย่างอุดขอบอ่าง เก็บรอยต่อ หรือซ่อมจุดที่น้ำซึม ใช้จริงอาจหมดไปเพียงไม่กี่ส่วนของหลอด ที่เหลือจึงมักถูกเก็บไว้ในกล่องเครื่องมือพร้อมความคิดว่า “คราวหน้าค่อยเอามาใช้ต่อ” แต่พอถึงคราวหน้าจริง ๆ ปัญหาก็มักเริ่มตรงหัวหลอด กดปืนยิงแล้วแทบไม่ขยับ ซิลิโคนตรงปากแข็งเป็นยาง หรือถอดหัวฉีดออกมาดูก็พบก้อนซิลิโคนแข็งอุดอยู่ด้านใน ทั้งที่ตัวหลอดยังหนักและเห็นชัดว่ายังเหลืออีกมาก เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่าซิลิโคนทั้งหลอดแข็งพร้อมกันเสมอไป เพราะซิลิโคนยาแนวแบบส่วนประกอบเดียวหลายชนิดบ่มเมื่อสัมผัสกับความชื้นในอากาศ เมื่อเปิดหลอดใช้งานแล้ว บริเวณหัวฉีดซึ่งอยู่ใกล้อากาศภายนอกมากที่สุดจึงมักเริ่มบ่มก่อน และค่อย ๆ กลายเป็นจุกแข็งอุดทางออกเอาไว้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเก็บซิลิโคนที่ใช้ไม่หมดจึงมีผลกับการนำกลับมาใช้ครั้งต่อไป และทำไมคำว่า “ยังเหลือครึ่งหลอด” ไม่ได้หมายความว่า “ยังใช้ได้ครึ่งหลอด” เสมอไป ทำไมซิลิโคนถึงแข็งตรงปากหลอดก่อน ทั้งที่ข้างในยังนิ่ม? ซิลิโคนยาแนวชนิดส่วนประกอบเดียวหรือ 1-component หลายผลิตภัณฑ์ใช้ความชื้นจากบรรยากาศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบ่ม เมื่อเนื้อซิลิโคนออกจากบรรจุภัณฑ์และสัมผัสกับความชื้น กระบวนการนี้จะเริ่มขึ้น จากเนื้อที่นิ่มและเหนียวจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นวัสดุยืดหยุ่นคล้ายยาง ตอนที่หลอดยังใหม่และไม่เคยเปิด เนื้อซิลิโคนถูกเก็บอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท แต่เมื่อเจาะซีล ติดหัวฉีด และเริ่มใช้งาน สภาพตรงปากหลอดก็เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะซิลิโคนที่ค้างอยู่ในหัวฉีดหลังใช้งาน ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ใกล้อากาศภายนอกมากที่สุด ถ้าทิ้งไว้ เนื้อส่วนนี้จะค่อย ๆ บ่มจนกลายเป็นยางแข็ง และอาจเกิดเป็น “จุก” อยู่ในหัวฉีด พอหยิบกลับมาใช้ครั้งต่อไปจึงรู้สึกเหมือนซิลิโคนทั้งหลอดแข็ง ทั้งที่ความจริงจุดอุดตันอาจอยู่เฉพาะบริเวณหัวเท่านั้น เอกสารเกี่ยวกับซิลิโคนของ Dow กล่าวถึงการเกิดจุกของวัสดุที่บ่มแล้วบริเวณปลายภาชนะระหว่างการเก็บ และระบุว่าส่วนที่บ่มแล้วดังกล่าวสามารถนำออกได้ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ส่วนที่เหลือยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ จึงไม่จำเป็นต้องเห็นหัวแข็งแล้วรีบทิ้งทั้งหลอดทันที อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกหลอดที่หัวตันจะยังใช้ต่อได้ เพราะต้องดูสภาพของซิลิโคนที่เหลือร่วมด้วย หัวตันอย่างเดียว กับซิลิโคนทั้งหลอดเริ่มมีปัญหา ดูต่างกันอย่างไร? เมื่อหยิบหลอดเก่ามาแล้วกดไม่ออก สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่เพิ่มแรงกด แต่ควรตรวจบริเวณหัวฉีดก่อน หากถอดหัวออกแล้วพบว่ามีก้อนซิลิโคนแข็งเป็นแท่งอยู่เฉพาะภายในหัว ขณะที่เนื้อบริเวณปากคาร์ทริดจ์ด้านในยังมีลักษณะตามปกติ ปัญหาอาจอยู่ที่จุกซิลิโคนในหัวฉีดเป็นหลัก ในกรณีที่หัวฉีดสามารถเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนหัวใหม่เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา หรือหากจะนำส่วนที่แข็งออกจากหัวเดิมก็ควรทำอย่างระมัดระวัง โดยไม่ใช้วิธีที่เสี่ยงทำให้มือบาดหรือทำให้บรรจุภัณฑ์เสียหาย แต่ถ้าถอดหัวแล้วพบว่าซิลิโคนแข็งลึกเข้าไปบริเวณปากคาร์ทริดจ์ เนื้อที่บีบออกมามีก้อนแข็งปะปน มีลักษณะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หรือใช้งานไม่เหมือนสภาพปกติ ก็ไม่ควรพยายามแก้ด้วยการเพิ่มแรงจากปืนยิงอย่างเดียว เพราะการบีบออกมาได้ไม่ได้รับประกันว่าซิลิโคนยังคงคุณสมบัติตามที่ผู้ผลิตกำหนด ยิ่งเป็นงานที่ต้องพึ่งการซีลหรือการยึดเกาะจริงจัง เช่น รอยต่อภายนอกอาคาร บริเวณที่มีน้ำ หรือจุดที่แก้ไขภายหลังได้ยาก การประหยัดซิลิโคนที่เหลือเพียงบางส่วนอาจไม่คุ้มกับการต้องรื้อรอยเดิมแล้วทำใหม่หากวัสดุไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม แล้วควรเก็บซิลิโคนที่ใช้ไม่หมดอย่างไร? หลักคิดสำคัญของการเก็บซิลิโคนที่เปิดแล้วคือ ลดการสัมผัสกับอากาศและความชื้นบริเวณทางออกของผลิตภัณฑ์ และเก็บตามสภาพที่ผู้ผลิตกำหนด แต่รายละเอียดว่าให้ปิดอย่างไรไม่ได้เหมือนกันทุกยี่ห้อหรือทุกรุ่น ตัวอย่างเช่น คู่มือของ Sika มีคำแนะนำสำหรับคาร์ทริดจ์ที่เปิดแล้วว่า หากจะเก็บเพียงช่วงสั้น ๆ […] More

  • เครื่องเป่าลม
    in

    ใช้ เครื่องเป่าลม เป่าน้ำออกจากผิวได้ แต่มีข้อจำกัด ในการไล่ความชื้น?

    เวลาพื้นผิวเปียก หลังล้างรถ หรือมีน้ำเข้าไปตามซอกของอุปกรณ์ หลายคนอาจหยิบ เครื่องเป่าลม มาใช้เป็นตัวช่วยครับ แค่เปิดเครื่องแล้วเป่าลมเข้าแรง ๆ ผ่านที่ที่มีน้ำ เราก็เห็นหยดน้ำเคลื่อนตัว ออก หรือหายไปจากพื้นผิวได้อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่างานตรงนั้น “แห้งแล้ว” แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าผิวภายนอก จะเข้าใจเลย ว่าการที่เรามองไม่เห็นหยดน้ำ กับการที่วัสดุไม่มีความชื้นเหลืออยู่ เป็นคนละเรื่องกัน เครื่องเป่าลม นั้น ดีกว่าที่คิด ในเรื่องการเคลื่อนย้ายน้ำ ที่เกาะอยู่บนพื้นผิว โดยเฉพาะบริเวณที่น้ำยังอยู่ในรูปของหยด หรือมองเห็นค้างตามร่อง และมุมต่าง ๆ แต่พอความชื้นซึมเข้าไปในวัสดุ อยู่ในช่องว่างขนาดเล็ก หรือในบริเวณที่อากาศไหลผ่านไม่ถึง การใช้เครื่องเป่าลมอย่างเดียว อาจไม่สามารถทำให้แห้งได้ทันที เหมือนกับที่ตาเห็นจากภายนอก เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้ เครื่องเป่าลม ไล่น้ำ หลังการล้าง การทำความสะอาด หรือก่อนประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าไปใช้งาน สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ก่อนว่า น้ำที่ต้องการกำจัดอยู่ “บนผิว” หรือเป็น “ความชื้นในวัสดุ” กันแน่  เครื่องเป่าลม ทำให้น้ำออกจากพื้น ยังไง? หลักการทำงานในสถานการณ์นี้ไม่ได้ซับซ้อนครับ เครื่องเป่าลม สร้างกระแสอากาศ ที่มีความเร็วสูง เมื่อกระแสลม พุ่งผ่านหยดน้ำ แรงอากาศจะผลักหยดน้ำ ให้เคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม ถ้าพื้นผิวเรียบ น้ำก็จะผลักให้ไหลรวมกัน แล้วหลุดออกจากขอบของชิ้นงาน ได้ง่าย ลองนึกถึงเวลาล้างรถ แล้วใช้ลมเป่าตามกระจก น้ำที่ค้างอยู่ตามจุดเหล่านี้จะถูกแรงลมดันออกมาอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับงานเครื่องจักร ที่มีน้ำค้างอยู่ตามหัวน็อต ซอกโลหะ หรือร่องเล็ก ๆ เครื่องเป่าลม ช่วยพาน้ำเหล่านี้ ออกมาได้ดีกว่าการใช้ผ้าเช็ดเพียงอย่างเดียว เพราะลมสามารถเข้าถึงพื้นที่แคบ ที่มือ หรือผ้าเช็ดเข้าไม่ถึงได้ นอกจากการผลักหยดน้ำออกแล้ว กระแสลมจาก เครื่องเป่าลม ยังช่วยเพิ่มการระเหย ของน้ำบางส่วนด้วย การเคลื่อนที่ของอากาศช่วยพาไอน้ำที่สะสมอยู่ใกล้ผิวออกไป  ทำให้น้ำบนผิวสามารถระเหยต่อได้เร็วขึ้น  เป็นเหตุผลว่าทำไมพื้นเปียกหรือเสื้อผ้าเปียกจึงมักแห้งเร็วกว่าหากมีลมพัดผ่าน อย่างไรก็ตาม การระเหยเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าลมจะสามารถดึงน้ำทุกส่วนออกจากวัสดุได้ในทันที เพราะความชื้นบางส่วนอาจอยู่ลึกกว่าบริเวณที่อากาศสัมผัสได้ โดยตรง น้ำบนผิว กับความชื้นในวัสดุ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน จุดที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ เมื่อใช้ เครื่องเป่าลม แล้วพื้นผิวดูแห้ง ก็คิดว่าด้านในแห้งไปด้วย ทั้งที่จริง […] More

  • เสาจราจร
    in

    ทำไมเสาจราจรทางโค้งต้องติดถี่กว่าทางตรง?

    ทางตรง 10 เมตร ทางโค้ง 4 เมตร นี่คือระยะติดตั้งเสาจราจรล้มลุกที่ระบุไว้ในคู่มือกรมทางหลวง สำหรับการใช้งานในบริบทงานก่อสร้าง งานบูรณะ และงานบำรุงรักษาทางหลวง คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมพอแนวทางเริ่มโค้ง เสาจราจรจึงต้องขยับเข้ามาใกล้กันมากกว่าครึ่ง? เหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ง่าย คือเสาจราจรไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่า “ตรงนี้ห้ามเข้า” แต่เมื่อติดตั้งเรียงต่อกัน เสาแต่ละต้นยังกลายเป็นจุดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นแนวที่ควรเคลื่อนรถตามไปด้วย และเมื่อแนวทางเปลี่ยนจากเส้นตรงเป็นเส้นโค้ง การทำให้แนวนั้นมองเห็นต่อเนื่องก็สำคัญขึ้น ลองวาดเส้นโค้งด้วย “จุด” แล้วจะเห็นภาพ ลองนึกว่าเราต้องวาดเส้นหนึ่งเส้น แต่ห้ามลากเส้นต่อเนื่อง ทำได้เพียงวางจุดเรียงกันเท่านั้น ถ้าต้องการสร้างเส้นตรง เราอาจวางจุดห่างกันพอสมควร แต่คนมองก็ยังเดาได้ไม่ยากว่าจุดต่อไปควรต่อไปในทิศทางไหน เพราะทุกจุดอยู่บนแนวเดียวกัน แต่ถ้าต้องการสร้างเส้นโค้งแล้วใช้จำนวนจุดเท่าเดิม ความยากจะเพิ่มขึ้นทันที ยิ่งจุดแต่ละจุดอยู่ห่างกันมาก รูปร่างของเส้นโค้งระหว่างจุดก็ยิ่งไม่ชัดว่ากำลังเปลี่ยนทิศไปมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อขยับจุดให้ใกล้กันขึ้น รูปร่างของเส้นโค้งจะค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นตามไปด้วย เสาจราจรที่เรียงอยู่ริมแนวทางก็มีหลักคิดคล้ายกัน เสาแต่ละต้นเป็นเหมือน “จุด” ที่ประกอบกันเป็นแนว เมื่ออยู่บนทางตรง จุดเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันมากก็ยังสื่อทิศทางได้ แต่เมื่อเข้าสู่ทางโค้ง การเพิ่มจุดตามแนวด้วยการลดระยะห่างระหว่างเสา ช่วยให้รูปทรงของแนวโค้งต่อเนื่องและติดตามได้ง่ายขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทางโค้งไม่ควรใช้วิธีคิดเรื่องระยะห่างแบบเดียวกับทางตรง แล้วตัวเลข 10 เมตรกับ 4 เมตรมาจากไหน? ในคู่มือของกรมทางหลวงเกี่ยวกับเครื่องหมายและอุปกรณ์ควบคุมการจราจรสำหรับงานก่อสร้าง งานบูรณะ และงานบำรุงรักษา มีการกล่าวถึง เสาจราจรล้มลุก (Flexible Delineator Post) สำหรับใช้แบ่งช่องจราจรที่เดินรถไปในทิศทางเดียวกัน หรือใช้ชี้ขอบทางให้ชัดเจนในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด คู่มือกำหนดระยะติดตั้งไว้ที่ ทุก 10 เมตรสำหรับแนวตรง และทุก 4 เมตรสำหรับแนวโค้ง ตรงนี้มีข้อควรเข้าใจอยู่เรื่องหนึ่ง ตัวเลข 10 และ 4 เมตรเป็นข้อกำหนดภายใต้บริบทการใช้งานของคู่มือดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเสาจราจรในลานจอดรถ โรงงาน คลังสินค้า หรือพื้นที่ส่วนบุคคลทุกแห่งจะต้องติดตั้งตามตัวเลขนี้โดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละพื้นที่มีลักษณะการใช้งานและเงื่อนไขแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ตัวเลขนี้ช่วยให้เราเห็นได้ชัดคือ แนวตรงกับแนวโค้งไม่ได้ถูกมองเหมือนกันเมื่อกำหนดระยะของเสาจราจร ทางตรง “เดาทางต่อ” ได้ง่ายกว่าทางโค้ง ลองเปลี่ยนจากภาพจุดบนกระดาษมาเป็นสถานการณ์ที่คนขับรถเจอจริง หากมีเสาจราจรหลายต้นตั้งเรียงอยู่บนทางตรง แม้เสาแต่ละต้นจะอยู่ห่างกัน ผู้ขับขี่ก็ยังพอคาดเดาได้ว่าแนวเสาจะทอดตรงต่อไปข้างหน้า เพราะทิศทางไม่ได้เปลี่ยนระหว่างเสาต้นหนึ่งกับอีกต้นมากนัก พอเข้าสู่ทางโค้ง การคาดเดาแบบเดิมทำได้ยากขึ้น เพราะแนวที่ต้องตามกำลังเปลี่ยนทิศ หากเสาอยู่ห่างกันมากเกินไป จุดที่ช่วยบอกแนวก็จะห่างตามไปด้วย การลดระยะระหว่างเสาจึงทำให้มีจุดให้สายตาติดตามมากขึ้นตลอดช่วงที่แนวกำลังเปลี่ยน เรื่องนี้ยิ่งเห็นภาพในบริเวณที่แนวทางไม่ใช่สิ่งที่ผู้ขับขี่คุ้นเคย เช่น งานก่อสร้างที่มีการเบี่ยงช่องทางจากแนวเดิม […] More

  • เทปพิมพ์อักษร
    in

    เทปพิมพ์อักษรติดไม่อยู่หรือหลุดง่าย เกิดจากอะไร

    เทปพิมพ์อักษรที่ติดลงไปแล้วขอบยก หลุดเป็นช่วง ๆ หรืออยู่ได้ไม่นาน ไม่ได้หมายความว่ากาวของเทปเสื่อมเสมอไป เพราะการยึดติดของฉลากขึ้นอยู่กับหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งชนิดของเทป ลักษณะพื้นผิว วิธีเตรียมก่อนติด ตำแหน่งที่นำไปใช้งาน ไปจนถึงอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมหลังติดตั้ง บางครั้งเทปชนิดเดียวกันติดบนตู้เหล็กได้แน่น แต่เมื่อย้ายไปติดกับสายไฟ พลาสติกผิวหยาบ หรือพื้นผิวที่มีความมันกลับหลุดง่ายกว่าเดิม จึงไม่ควรดูเพียงว่าเทป “มีกาวด้านหลัง” แล้วคิดว่าจะติดได้ดีกับทุกพื้นผิวเหมือนกันทั้งหมด พื้นผิวมีฝุ่น คราบมัน หรือความชื้น สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือพื้นผิวไม่ได้สะอาดพอ แม้ด้วยตาเปล่าจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ฝุ่นละเอียด คราบน้ำมัน รอยนิ้วมือ หรือความชื้นบาง ๆ สามารถลดพื้นที่ที่กาวสัมผัสกับพื้นผิวจริงได้ โดยเฉพาะงานในโรงงาน ห้องช่าง ตู้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่ถูกจับใช้งานบ่อย พื้นผิวเหล่านี้มักมีคราบมันหรือฝุ่นสะสมอยู่โดยไม่ทันสังเกต ถ้าติดเทปทับลงไปทันที กาวอาจยึดกับคราบที่อยู่บนผิวมากกว่ายึดกับวัสดุด้านล่าง พอผ่านไปสักระยะ ขอบเทปจึงเริ่มยกหรือหลุดออกได้ง่าย ก่อนติดจึงควรเช็ดพื้นผิวให้สะอาดและปล่อยให้แห้งสนิท หากเป็นบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ควรเลือกวิธีทำความสะอาดที่เหมาะกับวัสดุนั้น และหลีกเลี่ยงน้ำยาที่ทิ้งฟิล์มหรือความมันไว้บนผิวหลังเช็ด พื้นผิวหยาบหรือมีลายมากเกินไป กาวจะยึดติดได้ดีเมื่อมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นผิวมากพอ แต่ถ้าพื้นผิวมีลายลึก เป็นเม็ด มีร่อง หรือขรุขระมาก กาวอาจสัมผัสกับวัสดุได้เพียงบางจุดเท่านั้น ถึงแม้ตอนติดใหม่ ๆ จะดูเหมือนแน่นดี แต่พื้นที่ยึดเกาะจริงอาจน้อยกว่าที่คิด ปัญหานี้พบได้กับพลาสติกผิวหยาบ กล่องเครื่องมือบางชนิด ผิวพ่นสีบางแบบ หรือพื้นผิวที่มีลายปั๊ม เมื่อมีแรงดึง การสั่น หรือการเสียดสีซ้ำ ๆ ขอบเทปจึงค่อย ๆ เปิดออกได้ หากจำเป็นต้องติดฉลากบนพื้นผิวลักษณะนี้ ควรเลือกเทปที่ผู้ผลิตระบุว่าเหมาะกับพื้นผิวขรุขระหรือพื้นผิวที่ยึดติดยาก มากกว่าฝืนใช้เทปทั่วไป เอาเทปแบบเรียบไปติดบนสายไฟหรือพื้นผิวโค้ง พื้นผิวโค้งเป็นอีกจุดที่ทำให้เทปหลุดง่าย โดยเฉพาะสายไฟ ท่อ หรือชิ้นส่วนทรงกระบอก เพราะเมื่อเทปที่ค่อนข้างแข็งถูกบังคับให้โค้งตามพื้นผิว ตัวเทปจะมีแรงพยายามคืนรูปกลับอยู่ตลอดเวลา แรงนี้จะไปดึงบริเวณขอบของเทป และหากรัศมีของชิ้นงานเล็กมากหรือวัสดุเทปแข็งเกินไป ขอบอาจค่อย ๆ ยกขึ้นแม้ตอนแรกจะดูเหมือนติดแน่น งานประเภทนี้จึงมักต้องใช้เทปที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น หรือวัสดุที่ออกแบบมาสำหรับสายไฟและพื้นผิวโค้งโดยเฉพาะ เช่น เทปไนลอนแบบยืดหยุ่นหรือฉลากที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถพันรอบสายได้ การเลือกเทปให้เข้ากับรูปทรงของชิ้นงานจึงมีผลกับการยึดติดพอ ๆ กับคุณภาพของกาวเอง วัสดุของพื้นผิวก็มีผลกับการยึดเกาะ คำว่า “พลาสติก” ไม่ได้หมายถึงวัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมด เพราะพลาสติกแต่ละประเภทมีสมบัติพื้นผิวแตกต่างกัน และบางชนิดยึดติดด้วยกาวได้ยากกว่าชนิดอื่น พื้นผิวที่มีพลังงานผิวต่ำ เช่น พลาสติกบางประเภท อาจทำให้กาวแผ่ตัวและเกาะกับพื้นผิวได้ไม่ดีเท่ากับโลหะ กระจก หรือวัสดุที่มีพลังงานผิวสูงกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเทปที่ติดกับตู้เหล็กได้ดี อาจไม่ได้ให้ผลแบบเดียวกันเมื่อเปลี่ยนไปติดบนกล่องพลาสติกหรือชิ้นส่วนพอลิเมอร์บางประเภท […] More

  • เครื่องวัดอุณหภูมิ
    in

    ทำไมบ้านร้อน? ใช้ เครื่องวัดอุณหภูมิ สำรวจ อาจเจอจุดร้อน ง่ายขึ้น

    เคยไหมครับ? เปิดแอร์อยู่ในห้องเดิม ตั้งอุณหภูมิเท่าเดิม บางวันรู้สึกว่าห้องเย็นช้ากว่าปกติ เหมือนมีความร้อนแผ่ออกมาจากผนัง หลังคา หรือบริเวณหน้าต่าง หลายบ้านอาจแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มขนาดเครื่องปรับอากาศ หรือติดฟิล์มกระจก บางครั้งทำไปแล้ว บ้านก็ยังร้อนเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่เรากำลังแก้ อาจไม่ใช่ต้นเหตุจริง ๆ ของปัญหา แล้ว เครื่องวัดอุณหภูมิ ก็อาจตอบโจทย์ตรงนี้ได้มากกว่าที่คิด คำว่า “บ้านร้อน” ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายครับ เพราะประเทศไทย มีอากาศร้อนอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ความร้อนภายในบ้านเข้ามาได้หลายทาง ทั้งหลังคา ผนัง กระจก ประตู ช่องเปิด รวมถึงความร้อนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน แต่ละจุดก็ไม่ได้ร้อนเท่ากันทั้งหมด บางพื้นที่อาจมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณรอบ ๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่เราไม่สามารถรู้ได้จากการยืนสัมผัสอากาศอย่างเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม เครื่องวัดอุณหภูมิ โดยเฉพาะเครื่องวัดอุณหภูมิ อินฟราเรด หรือกล้องตรวจจับความร้อน จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าจับตามอง สำหรับการสำรวจบ้าน เพราะแทนที่จะเดาว่า “น่าจะร้อนจากหลังคา” หรือ “น่าจะเป็นกระจก” เราสามารถเริ่มตรวจสอบอุณหภูมิของพื้นผิวแต่ละตำแหน่งด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิ แล้วเปรียบเทียบ กันได้จริง บ้านร้อน ไม่ได้หมายความว่า อุณหภูมิอากาศอย่างเดียวสูง เวลาพูดถึงอุณหภูมิในบ้าน คนส่วนใหญ่อาจมองไปที่อุณหภูมิอากาศครับ เช่น ห้องนี้ 28 องศา ห้องนั้น 30 องศา แต่ความรู้สึกร้อนของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว ความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นผิวรอบตัวก็มีผลเช่นกัน ดังนั้น บ้านสองหลังที่มีอุณหภูมิอากาศเท่ากัน อาจให้ความรู้สึกร้อนไม่เท่ากัน หากอุณหภูมิของหลังคา ผนัง กระจก และพื้นผิวรอบตัวแตกต่างกัน ตรงนี้เองที่ เครื่องวัดอุณหภูมิพื้นผิว สามารถช่วยให้เราเห็นข้อมูล ที่เทอร์โมมิเตอร์วัดอากาศทั่วไปอาจไม่ได้บอก จุดแรกที่ควรตรวจ คือหลังคาและฝ้าเพดาน สำหรับบ้านที่โดนแดดโดยตรง หลังคาถือเป็นหนึ่งในบริเวณที่ควรตรวจเป็นอันดับแรก เพราะหลังคา: เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง  โดยเฉพาะบ้านชั้นบนสุดหรือบ้านชั้นเดียว  ความร้อนจากหลังคาสามารถส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ใต้หลังคา ก่อนจะถ่ายเทมายังฝ้าและพื้นที่ใช้งานด้านล่าง ถ้าบ้านรู้สึกร้อน เป็นพิเศษในช่วงประมาณเที่ยงถึงบ่าย การใช้ เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด ลองวัดอุณหภูมิฝ้าเพดานหลาย  ๆ ตำแหน่งอาจให้ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น ฝ้ากลางห้องอาจมีอุณหภูมิหนึ่ง แต่บริเวณใกล้ชายคาหรือส่วนที่หลังคารับแดดโดยตรงกลับสูงกว่าอย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องสนใจแค่ตัวเลขบน เครื่องวัดอุณหภูมิ ว่ากี่องศา สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบว่า […] More

  • เครื่องปริ้น
    in

    ทำไมเครื่องปริ้นอิงค์เจ็ทไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่พิมพ์

    เครื่องปริ้นอิงค์เจ็ทเป็นเครื่องที่เหมาะกับงานหลากหลาย ทั้งเอกสารทั่วไป งานสี และภาพถ่าย แต่ระบบพิมพ์ของเครื่องประเภทนี้มีจุดหนึ่งที่ต้องใส่ใจมากกว่าเครื่องเลเซอร์ นั่นคือการใช้หมึกเหลวผ่านหัวฉีดขนาดเล็กมาก หากปล่อยเครื่องทิ้งไว้นานโดยไม่มีการใช้งานเลย เมื่อกลับมาพิมพ์อีกครั้งอาจพบว่าเส้นขาด สีออกไม่ครบ ตัวหนังสือไม่เต็ม หรือบางสีไม่ออก ทั้งที่ระดับหมึกในเครื่องยังเหลืออยู่ ปัญหาแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าหมึกทั้งตลับหรือทั้งถังแห้ง แต่สิ่งที่มักต้องตรวจคือบริเวณหัวพิมพ์ โดยเฉพาะช่องหัวฉีดที่ทำหน้าที่ปล่อยหมึกลงบนกระดาษ ผู้ผลิตเครื่องอิงค์เจ็ทหลายรายจึงมีฟังก์ชันสำหรับตรวจหัวฉีดและทำความสะอาดหัวพิมพ์โดยเฉพาะ เพราะเมื่อเครื่องไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน หมึกบริเวณหัวฉีดอาจแห้งหรือเกิดการอุดตันจนการไหลของหมึกไม่สม่ำเสมอได้ หัวพิมพ์อิงค์เจ็ททำงานอย่างไร ทำไมถึงมีโอกาสอุดตัน หัวใจสำคัญของเครื่องปริ้นอิงค์เจ็ทคือ Print Head หรือหัวพิมพ์ ซึ่งมีช่องหัวฉีดจำนวนมากสำหรับปล่อยหยดหมึกขนาดเล็กลงบนกระดาษ เครื่องจะควบคุมตำแหน่งและจังหวะของหยดหมึกเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อสร้างตัวหนังสือ เส้น และภาพสีขึ้นมา เมื่อหัวฉีดทุกช่องทำงานได้ตามปกติ งานพิมพ์จะออกมาต่อเนื่องและสีสม่ำเสมอ แต่หากหัวฉีดบางส่วนเริ่มอุดตัน หมึกอาจออกได้ไม่ครบ ทำให้เห็นเส้นขาด สีบางส่วนหาย หรือภาพมีแถบผิดปกติ ยิ่งมีหัวฉีดที่ทำงานผิดปกติมากเท่าไร อาการบนงานพิมพ์ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้น ด้วยเหตุนี้ เครื่องอิงค์เจ็ทส่วนใหญ่จึงมีฟังก์ชัน Nozzle Check สำหรับพิมพ์ลายทดสอบหัวฉีดออกมาให้ดู หากลายทดสอบมีเส้นขาดหรือบางช่วงหาย ก็เป็นสัญญาณว่าหัวฉีดบางส่วนอาจทำงานไม่สมบูรณ์ และควรตรวจหรือทำความสะอาดตามขั้นตอนที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่ได้ใช้เครื่องนาน หมึกแห้งตรงไหนกันแน่ เวลาพูดว่าเครื่องอิงค์เจ็ทไม่ได้ใช้นานแล้ว “หมึกแห้ง” หลายคนอาจนึกว่าหมึกทั้งตลับหรือทั้งถังกลายเป็นก้อนจนใช้ไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าคือหมึกบริเวณหัวฉีดแห้งหรือหัวฉีดเริ่มอุดตัน ทำให้หมึกไม่สามารถออกมาได้ตามปกติ เครื่องอิงค์เจ็ทจึงถูกออกแบบให้หัวพิมพ์กลับไปยังตำแหน่งพักเมื่อหยุดใช้งาน ตำแหน่งนี้ช่วยให้หัวพิมพ์อยู่ในสภาพที่เหมาะสมขณะเครื่องไม่ได้ทำงาน การปิดเครื่องด้วยปุ่ม Power ตามขั้นตอนปกติจึงสำคัญ เพราะระบบจะมีเวลาจัดตำแหน่งหัวพิมพ์ให้เรียบร้อยก่อนปิดตัวลง ถ้าตัดไฟทันทีในขณะที่เครื่องยังทำงาน เช่น ปิดปลั๊กพ่วงหรือดึงสายไฟออกก่อนที่เครื่องจะหยุดสนิท หัวพิมพ์อาจไม่ได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งพักอย่างถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่วิธีใช้งานที่ผู้ผลิตแนะนำ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหัวฉีดเมื่อปล่อยเครื่องไว้เป็นเวลานาน ทำไมกลับมาใช้ใหม่แล้วพิมพ์เป็นเส้น สีขาด หรือบางสีไม่ออก เมื่อหัวฉีดบางช่องไม่สามารถปล่อยหมึกได้ตามปกติ ร่องรอยจะปรากฏออกมาบนกระดาษทันที ลักษณะอาการขึ้นอยู่กับว่าหัวฉีดส่วนใดมีปัญหาและอุดตันมากน้อยเพียงใด หากเกิดกับหัวฉีดสีดำ ตัวหนังสือหรือเส้นอาจขาดเป็นช่วง หากเกิดกับหัวฉีดสีใดสีหนึ่ง ภาพก็อาจมีสีผิดเพี้ยนหรือขาดสีนั้นไปบางส่วน อาการที่มักพบเมื่อหัวฉีดทำงานไม่สมบูรณ์ ได้แก่ ตัวหนังสือหรือภาพมีเส้นขาวแทรก เส้นหรือรายละเอียดบางส่วนขาดหาย สีบางสีจางหรือไม่ออก ภาพมีแถบหรือสีผิดไปจากเดิม งานพิมพ์บางบริเวณไม่ปรากฏ ทั้งที่ระดับหมึกยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากหัวฉีดอุดตันเพียงสาเหตุเดียวเสมอไป หากพบปัญหา ควรเริ่มจากการใช้ Nozzle Check หรือระบบตรวจสอบที่เครื่องมีให้ก่อน เพราะช่วยให้เห็นได้ชัดกว่าการเดาจากงานพิมพ์ทั่วไป และไม่จำเป็นต้องรีบสั่งทำความสะอาดหัวพิมพ์ทุกครั้งที่รู้สึกว่างานพิมพ์ผิดปกติ Head Cleaning ช่วยได้ แต่ไม่ควรกดซ้ำไปเรื่อย ๆ เมื่อเห็นเส้นขาดหรือสีไม่ออก หลายคนมักเลือกกด […] More

  • หม้อแปลงกระแส
    in

    ทำไมหม้อแปลงกระแสต้องมีค่า Accuracy Class

    เวลาเลือกหม้อแปลงกระแส หรือ Current Transformer (CT) หลายคนมักมองตัวเลขอัตราส่วนก่อน เช่น 100/5A, 500/5A หรือ 1000/5A เพราะเป็นค่าที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างกระแสด้าน Primary กับกระแสด้าน Secondary แต่ในสเปกของหม้อแปลงกระแสยังมีอีกค่าหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ Accuracy Class ซึ่งใช้บอกระดับความแม่นยำของ CT ภายใต้เงื่อนไขที่มาตรฐานหรือผู้ผลิตกำหนด เหตุผลที่ต้องมี Accuracy Class เพราะ CT ไม่สามารถถ่ายทอดค่ากระแสจาก Primary ไปยัง Secondary ได้ตรงตามอัตราส่วนแบบสมบูรณ์ในทุกสภาวะ จึงต้องมีการกำหนดระดับความแม่นยำเพื่อให้รู้ว่าอุปกรณ์รุ่นนั้นเหมาะกับงานลักษณะใด และสามารถรักษาความคลาดเคลื่อนได้อยู่ในขอบเขตใด IEC 61869-2 เป็นมาตรฐานที่กำหนดข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับ Current Transformer ที่ใช้ร่วมกับเครื่องมือวัดและอุปกรณ์ป้องกันทางไฟฟ้า Accuracy Class บอกอะไรเกี่ยวกับหม้อแปลงกระแส สำหรับ CT ที่ใช้ในงานวัด อาจพบ Accuracy Class เช่น Class 0.5, Class 1 หรือ Class 3 โดยเมื่อเปรียบเทียบอุปกรณ์สำหรับงานวัดภายใต้กรอบมาตรฐานและเงื่อนไขเดียวกัน Class ที่มีตัวเลขต่ำกว่าจะมีข้อกำหนดด้านความแม่นยำที่เข้มงวดกว่า Schneider Electric มี CT สำหรับงานวัดที่แบ่งระดับความแม่นยำในลักษณะดังกล่าว และระบุว่าความสามารถในการรักษา Accuracy Class ยังสัมพันธ์กับภาระของวงจร Secondary ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า Class 0.5 หมายถึง “ผิดพลาดไม่เกิน 0.5% ทุกเวลาและทุกช่วงกระแส” เพราะขีดจำกัดความคลาดเคลื่อนของแต่ละ Class เปลี่ยนไปตามระดับกระแสที่กำลังวัด ตัวอย่างข้อมูลของ Schneider แสดงให้เห็นว่า CT Class 1 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ต่างกันเมื่อทำงานที่กระแสต่ำและเมื่อทำงานใกล้กระแสพิกัด ดังนั้นการดูเลข Class เพียงตัวเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะบอกความแม่นยำในทุกสภาวะ ทำไมค่าความแม่นยำถึงมีผลกับมิเตอร์ มิเตอร์ที่ใช้งานร่วมกับหม้อแปลงกระแสไม่ได้วัดกระแสในสายเมนโดยตรง แต่รับกระแสจากด้าน Secondary ของ CT หากค่าที่ส่งออกมามีความคลาดเคลื่อน ค่าที่มิเตอร์นำไปแสดงผลหรือใช้คำนวณก็ย่อมได้รับผลตามไปด้วย […] More

  • เครื่องขัดกระดาษทราย
    in

    เครื่องขัดกระดาษทราย แต่ละประเภท กับความแตกต่าง และข้อจำกัดที่ควรรู้

    ถ้าพูดถึง เครื่องขัดกระดาษทราย หลายคนอาจมองว่าจะมีหลายแบบทำไม ในเมื่อมีหน้าที่คล้ายกันครับ คือใส่กระดาษทราย เปิดเครื่อง แล้วใช้ขัดไม้ ลอกสี เก็บผิว หรือทำให้พื้นผิวเรียบก่อนทาสี ทำไมถึง มีทั้ง เครื่องขัดกระดาษทรายสายพาน เครื่องขัดกระดาษทรายแบบสั่น เครื่องขัดกระดาษทรายกลม เครื่องขัด สี่เหลี่มจัตุรัส ผืนผ้า สามเหลี่ยม รวมถึงเครื่องสำหรับงานเฉพาะทางอีกหลายแบบ หน้าตาต่างกัน ฐานขัดไม่เหมือนกัน และบางประเภท ก็ใกล้เคียงกันจนทำให้เกิดคำถามว่า แล้วควรเลือกเครื่องขัดกระดาษทราย แบบไหน? ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าเครื่องขัดกระดาษทราย เครื่องไหนแรงกว่าครับ แต่ขึ้นอยู่กับว่า  กระดาษทรายเคลื่อนที่อย่างไร  กินเนื้องานเร็วแค่ไหน  เข้ามุมได้หรือไม่ และให้ผิวละเอียดระดับใด  ดังนั้น ถ้ากำลังจะซื้อ เครื่องขัดกระดาษทราย สักเครื่อง สิ่งที่ควรรู้ไม่ใช่ว่าแต่ละประเภท ใช้ทำอะไรได้ แต่ควรรู้ด้วยว่า “มันไม่เหมาะกับอะไร” เพราะข้อจำกัดเหล่านี้แหละ ที่มักทำให้ซื้อเครื่องขัดกระดาษทรายมา แล้วรู้สึกว่าใช้งานไม่ได้ อย่างที่คาดไว้ เครื่องขัดกระดาษทราย สายพาน (Belt Sander) กินเนื้องานเร็วที่สุด เครื่องขัดกระดาษทรายสายพาน เป็นเครื่องที่สังเกตได้ง่าย จากกระดาษทราย ที่เป็นสายพานคล้องอยู่รอบลูกกลิ้ง เมื่อเปิดเครื่อง กระดาษทรายจะวิ่งต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง ทำให้กินเนื้อวัสดุได้มากภายในเวลาสั้น ๆ เครื่องขัดกระดาษทราย สายพาน จึงเหมาะกับงานที่ต้องการ “เอาออก” มากกว่างานที่ต้องการ “เก็บให้สวย” เช่น ลดระดับขอบไม้ ขัดไม้หยาบ ลบรอยเครื่องมือ ปรับพื้นผิวไม้ขนาดใหญ่ หรือลอกสีและสารเคลือบเก่าที่ติดอยู่บนพื้นผิว หากใช้ร่วมกับกระดาษทรายหยาบ ความเร็วในการทำงานจะแตกต่างจาก เครื่องขัดกระดาษทราย เก็บผิวอย่างเห็นได้ชัด สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์หรือ DIY ที่เริ่มจากไม้สภาพค่อนข้างหยาบ เครื่องขัดสายพานจึงสามารถช่วยลดเวลาช่วงแรกของงานลงได้มาก ข้อจำกัด คือกินเนื้องานเร็ว จนขัดพลาดง่าย การกินเนื้องานเร็วหมายความว่า หากหยุดเครื่องค้างบริเวณใดนานเกินไป หรือวางน้ำหนักด้านหน้าและด้านหลังไม่เท่ากัน ก็สามารถขัดเนื้อไม้ออกมากเกินไปจนเกิดเป็นแอ่งหรือเป็นคลื่นได้ แนวการวิ่งของสายพานค่อนข้างชัด ถ้าใช้กระดาษหยาบหรือขัดสวนเสี้ยนไม้ รอยที่เกิดขึ้นอาจลึกจนต้องใช้เครื่องขัดอีกประเภทตามเก็บภายหลัง เครื่องขัดกระดาษทรายสายพาน จึงเหมาะกับงานปรับระดับและงานหยาบมาก แต่หากต้องการผิวละเอียดก่อนลงสีหรือลงแลกเกอร์ การใช้เครื่องสายพานเครื่องเดียวตั้งแต่ต้นจนจบอาจคุมผิวได้ยาก เครื่องขัดกระดาษทราย แบบสั่น Finishing Sander เน้นเก็บผิว มากกว่ากินเนื้อ เครื่องขัดกระดาษทราย แบบสั่น […] More

  • พาวเวอร์ปลั๊ก
    in

    พาวเวอร์ปลั๊กเสียบแน่น แต่ทำไมยังมีโอกาสเกิดความร้อนที่ขั้วต่อ

    พาวเวอร์ปลั๊กที่เสียบเข้ากับเต้ารับแล้วแน่นดี ไม่โยก ไม่หลวม และเครื่องจักรยังทำงานได้ตามปกติ อาจทำให้รู้สึกว่าจุดต่อไฟฟ้านั้นไม่น่ามีปัญหา แต่ความแน่นที่เรารู้สึกจากภายนอกไม่ได้บอกสภาพของหน้าสัมผัสไฟฟ้าภายในทั้งหมด หากขั้วสัมผัสเริ่มสึก มีคราบสกปรก การเข้าหัวสายไม่แน่น หรือหน้าสัมผัสเกิดความต้านทานสูงขึ้น ความร้อนก็สามารถสะสมได้แม้ตัวปลั๊กจะยังดูแน่นอยู่ก็ตาม ความร้อนที่เกิดบริเวณพาวเวอร์ปลั๊กจึงไม่ได้มาจากการใช้โหลดเกินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพของจุดสัมผัสและการไหลของกระแสผ่านบริเวณนั้นด้วย โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมที่มีกระแสค่อนข้างสูงหรือใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ความผิดปกติเล็ก ๆ ที่จุดต่ออาจกลายเป็นความร้อนสะสมจนส่งผลต่อทั้งปลั๊ก เต้ารับ และสายไฟได้ เสียบแน่น ไม่ได้หมายความว่าหน้าสัมผัสไฟฟ้าจะสมบูรณ์เสมอ เวลาพูดว่าพาวเวอร์ปลั๊ก “แน่น” เรามักหมายถึงตัวปลั๊กไม่หลุดง่ายและมีแรงยึดกับเต้ารับดี แต่สิ่งที่สำคัญต่อการนำไฟจริง ๆ คือคุณภาพของพื้นที่สัมผัสระหว่างขั้วโลหะภายใน ถ้าหน้าสัมผัสอยู่ในสภาพดี กระแสไฟจะไหลผ่านได้โดยมีความต้านทานต่ำ แต่เมื่อขั้วเริ่มสึก ผิวสัมผัสเสียรูป มีคราบสกปรก หรือแรงกดของหน้าสัมผัสลดลง ความต้านทานบริเวณจุดต่อก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น แม้ผู้ใช้จะยังรู้สึกว่าปลั๊กเสียบแน่นเหมือนเดิม หลักการนี้อธิบายได้ด้วยความสัมพันธ์ (P = I^2R) กล่าวคือ เมื่อมีกระแสไหลผ่านจุดที่มีความต้านทานสูงขึ้น กำลังไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะสูญเสียออกมาในรูปความร้อน และเพราะกระแสอยู่ในรูปกำลังสอง วงจรที่มีกระแสสูงจึงยิ่งไวต่อความผิดปกติของหน้าสัมผัสมากขึ้น ขั้วสัมผัสสึกหรือแรงกดลดลง ก็ทำให้เกิดความร้อนได้ พาวเวอร์ปลั๊กและเต้ารับต้องอาศัยแรงกดของหน้าสัมผัสเพื่อให้โลหะทั้งสองด้านสัมผัสกันได้ดี เมื่อใช้งานไปนาน ๆ โดยเฉพาะจุดที่มีการเสียบและถอดบ่อย ขั้วสัมผัสอาจเริ่มสึกหรือแรงกดของส่วนรับขั้วลดลง อาการลักษณะนี้อาจยังไม่ทำให้รู้สึกว่าปลั๊กหลวมทันที เพราะตัวเรือนหรือระบบล็อกยังจับกันได้แน่น แต่สภาพของหน้าสัมผัสด้านในอาจไม่ดีเท่าเดิมแล้ว เมื่อความต้านทานของจุดสัมผัสเพิ่มขึ้น ความร้อนก็จะสะสมได้ง่ายขึ้นขณะมีกระแสไหลผ่าน หากปล่อยไว้นาน ความร้อนยังอาจเร่งให้หน้าสัมผัสเสื่อมเร็วขึ้น ทำให้จุดต่อมีความต้านทานเพิ่มขึ้นอีก และกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จุดต่อสายด้านในก็เป็นต้นเหตุได้ ความร้อนที่พาวเวอร์ปลั๊กไม่ได้เกิดเฉพาะบริเวณที่ Plug เสียบเข้ากับ Socket เท่านั้น แต่ยังเกิดได้ที่จุดต่อสายด้านในตัวปลั๊กด้วย หากสกรูยึดสายคลายตัว การเข้าหัวสายไม่ถูกต้อง เส้นตัวนำบางส่วนไม่ถูกจับเต็มพื้นที่ หรือใช้วิธีเข้าหัวไม่เหมาะกับชนิดของสาย ความต้านทานตรงจุดต่อก็อาจเพิ่มขึ้นได้ แม้ภายนอกจะยังดูเรียบร้อยและตัวปลั๊กเสียบกับเต้ารับได้แน่นตามปกติ ปัญหาประเภทนี้มักสังเกตจากภายนอกได้ยาก หากใช้งานต่อเนื่องด้วยกระแสสูง ความร้อนอาจสะสมอยู่ภายในจนตัวเรือนเริ่มเปลี่ยนสี มีกลิ่นไหม้ หรือพลาสติกบริเวณขั้วต่อเริ่มผิดรูป คราบสกปรก ความชื้น และออกไซด์ก็มีผลกับหน้าสัมผัส ในหน้างานอุตสาหกรรม พาวเวอร์ปลั๊กอาจต้องเจอทั้งฝุ่น ความชื้น ไอน้ำมัน หรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ หากเข้าไปสะสมบริเวณหน้าสัมผัส ก็อาจทำให้คุณภาพการสัมผัสลดลงและเพิ่มความต้านทานของจุดต่อได้ ผิวโลหะบางชนิดยังสามารถเกิดชั้นออกไซด์หรือการเสื่อมสภาพของผิวสัมผัสตามสภาพแวดล้อมและระยะเวลาการใช้งาน โดยผลที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามวัสดุและการชุบผิวของอุปกรณ์แต่ละรุ่น จึงไม่ควรเหมารวมว่าพาวเวอร์ปลั๊กทุกแบบจะเสื่อมในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่ทำได้คือเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับหน้างาน และตรวจสภาพหน้าสัมผัสเป็นระยะ โดยเฉพาะจุดที่มีฝุ่น ความชื้น หรือมีการเสียบถอดบ่อย กระแสไม่เกินพิกัด ก็ยังร้อนได้ถ้าจุดต่อมีปัญหา […] More

  • เครื่องกวาดพื้น
    in

    เครื่องกวาดพื้นกวาดไม่สะอาด เกิดจากแปรงหรือวิธีใช้งาน

    เครื่องกวาดพื้นที่เคยเก็บฝุ่นและเศษขยะได้ดี พอใช้ไปสักพักอาจเริ่มมีอาการกวาดแล้วเหลือเศษไว้เป็นทาง ต้องย้อนกลับมากวาดจุดเดิมหลายรอบ หรือบริเวณริมผนังยังมีเศษตกค้างอยู่เหมือนเดิม อาการแบบนี้ทำให้หลายคนนึกถึงแปรงที่สึกเป็นอย่างแรก ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวเสมอไป ผลการกวาดของเครื่องขึ้นอยู่กับหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งสภาพของแปรง ระดับที่แปรงสัมผัสกับพื้น ความเร็วในการใช้งาน ชนิดของเศษที่ต้องเก็บ รวมถึงระบบกรองและชิ้นส่วนรอบชุดกวาดในเครื่องบางประเภท หากจุดใดจุดหนึ่งเริ่มทำงานไม่เหมาะสม ก็ทำให้รู้สึกได้ทันทีว่าเครื่องกวาดไม่สะอาดเหมือนเดิม เริ่มเช็กจากแปรง เพราะเป็นส่วนที่ทำงานกับพื้นโดยตรง แปรงหลักมีหน้าที่พาฝุ่นและเศษบนพื้นเข้าสู่ระบบเก็บ เมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ ขนแปรงจะค่อย ๆ สึกและสั้นลง หากสึกมากเกินไป แปรงอาจสัมผัสพื้นได้ไม่ดีพอ ทำให้เศษบางส่วนหลุดรอดหรือเหลือเป็นแนวหลังจากเครื่องผ่านไป นอกจากดูว่าขนแปรงเหลือมากน้อยแค่ไหน ควรสังเกตด้วยว่าสึกเท่ากันตลอดแนวหรือไม่ หากด้านหนึ่งสึกมากกว่าอีกด้าน หรือแปรงสัมผัสพื้นไม่สม่ำเสมอ ผลการกวาดก็อาจออกมาไม่เท่ากันทั้งหน้ากวาด แปรงข้างก็มีผลเหมือนกัน เพราะมีหน้าที่ปัดเศษจากริมผนังและขอบพื้นที่เข้าหาแปรงหลัก หากแปรงข้างสึกมาก ตั้งสูงเกินไป หรือมีเศษพันอยู่ อาการที่เห็นได้ชัดมักเป็นการกวาดตามขอบได้ไม่หมด ทั้งที่บริเวณตรงกลางยังดูปกติ แปรงยังไม่หมด แต่ตั้งไม่เหมาะก็ทำให้กวาดไม่ดี บางครั้งแปรงยังดูใหม่ แต่ผลการกวาดกลับไม่ดีเหมือนเดิม สาเหตุอาจมาจากระดับหรือแรงกดของแปรงไม่เหมาะกับพื้น ถ้าแปรงอยู่สูงเกินไป ขนแปรงอาจแตะพื้นไม่พอ ทำให้เศษเล็กหรือฝุ่นบางส่วนยังค้างอยู่ แต่การปรับให้แปรงกดพื้นมากเกินไปก็ไม่ใช่ทางแก้ เพราะไม่ได้หมายความว่าจะกวาดสะอาดขึ้นเสมอ และยังทำให้ขนแปรงสึกหรือเสียรูปเร็วขึ้นได้ วิธีที่เหมาะกว่าคือปรับตามคำแนะนำของเครื่องแต่ละรุ่น และดูว่ารอยสัมผัสของแปรงกับพื้นสม่ำเสมอหรือไม่ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนแปรงใหม่หรือเมื่อเริ่มรู้สึกว่าผลการกวาดเปลี่ยนไป มีเชือก เทป หรือฟิล์มพันแปรง ก็ทำให้กวาดสะดุดได้ ในโกดังหรือพื้นที่แพ็กสินค้า มักมีเชือก เทป ฟิล์มห่อสินค้า หรือพลาสติกบาง ๆ ตกอยู่บนพื้น วัสดุเหล่านี้สามารถพันรอบแปรงและแกนหมุนได้ หากสะสมมากขึ้น ขนแปรงบางส่วนจะสัมผัสพื้นได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้การหมุนของแปรงไม่เป็นปกติ ดังนั้น ถึงแปรงจะยังไม่สึก ก็ควรตรวจดูเป็นระยะว่ามีอะไรพันอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะหลังใช้งานในพื้นที่ที่มีวัสดุประเภทเส้นหรือฟิล์มจำนวนมาก การเอาเศษที่พันออกตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดปัญหาการกวาดไม่ทั่วและยังช่วยให้แปรงทำงานได้สม่ำเสมอกว่าเดิม ใช้แปรงไม่ตรงกับลักษณะงาน ก็มีผลเหมือนกัน แปรงเครื่องกวาดพื้นไม่ได้มีแบบเดียวที่เหมาะกับทุกพื้นที่ รูปแบบขนแปรง วัสดุ และความแข็งต่างกันได้ตามลักษณะงาน บางแบบเหมาะกับเศษหยาบหรือพื้นผิวค่อนข้างหนัก ขณะที่บางแบบเหมาะกับฝุ่นและเศษขนาดเล็กมากกว่า แต่เรื่องนี้ไม่ควรมองเป็นกฎตายตัวว่าแปรงแข็งต้องใช้กับงานหนึ่ง และแปรงอ่อนต้องใช้กับอีกงานหนึ่งเสมอไป เพราะเครื่องแต่ละรุ่นมีรูปแบบแปรงและคำแนะนำต่างกัน ถ้าเพิ่งเปลี่ยนแปรงแล้วรู้สึกว่าเครื่องกวาดได้ไม่เหมือนเดิม ควรเช็กว่าแปรงใหม่เป็นชนิดที่รองรับกับเครื่องรุ่นนั้นและเหมาะกับพื้นหรือสิ่งสกปรกที่ต้องเจอจริงหรือไม่ ไม่ควรดูเพียงว่าขนาดติดตั้งได้พอดีเท่านั้น ความเร็วในการใช้งานก็มีส่วน อีกเรื่องที่มองข้ามกันได้ง่ายคือความเร็วในการเดินหรือขับเครื่อง หากพื้นที่มีขยะหนาแน่นหรือมีเศษที่เก็บยาก การขับผ่านเร็วเกินไปอาจทำให้ผลการกวาดไม่ดีเท่าที่ควร ในกรณีนี้ การลดความเร็วลงเล็กน้อยอาจช่วยให้แปรงมีเวลาพาเศษเข้าสู่ระบบเก็บได้ดีขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่มีทราย เศษเม็ดเล็ก หรือขยะสะสมหนากว่าจุดอื่น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วต่ำตลอดเวลา ควรปรับให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และลักษณะเศษที่กำลังกวาดมากกว่า หากพื้นค่อนข้างสะอาดก็สามารถทำงานได้เร็วขึ้น […] More

  • เบรกเกอร์
    in

    เปลี่ยนเบรกเกอร์ให้แอมป์สูงขึ้น แก้ปัญหาเบรกเกอร์ตัดได้จริงไหม

    เวลาเบรกเกอร์ตัดบ่อย หลายคนมักนึกถึงวิธีแก้ง่าย ๆ อย่างการเปลี่ยนจาก 16A เป็น 20A หรือขยับขึ้นไปเป็น 32A เพราะคิดว่าเมื่อเบรกเกอร์รองรับกระแสได้มากขึ้น ก็น่าจะตัดยากขึ้นและใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติ ในบางกรณีอาการตัดอาจหายไปจริงหลังเพิ่มขนาดเบรกเกอร์ แต่สิ่งนั้นไม่ได้ยืนยันว่าต้นเหตุถูกแก้แล้ว เพราะเซอร์กิตเบรกเกอร์มีหน้าที่ป้องกันวงจรเมื่อเกิดกระแสเกินหรือการลัดวงจร การที่มันตัดบ่อยจึงควรถูกมองเป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างในระบบที่ต้องตรวจ ไม่ใช่เหตุผลให้เพิ่มขนาดอุปกรณ์ป้องกันทันที ทำไมเปลี่ยนเป็นเบรกเกอร์แอมป์สูงขึ้นแล้วอาจไม่ตัด ตัวเลข 16A, 20A หรือ 32A บนเบรกเกอร์บอกค่ากระแสพิกัดของอุปกรณ์ เมื่อเปลี่ยนไปใช้รุ่นที่มีค่าพิกัดสูงขึ้น ระดับกระแสที่เบรกเกอร์ยอมให้ไหลในวงจรก่อนที่จะตอบสนองต่อภาวะโหลดเกินก็เปลี่ยนไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนเปลี่ยนเบรกเกอร์แล้วรู้สึกว่า “หายตัด” แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ สายไฟ จุดต่อ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในวงจรนั้นรองรับเงื่อนไขใหม่ได้หรือไม่ เพราะขนาดของเบรกเกอร์ไม่ได้เลือกแยกออกจากสายไฟและลักษณะของวงจร ถ้าเพิ่มขนาดเบรกเกอร์โดยไม่ตรวจส่วนอื่นของระบบ อาการตัดอาจหายไปเพียงเพราะเบรกเกอร์ตัวใหม่ยอมให้กระแสไหลสูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าวงจรเดิมรองรับกระแสในระดับนั้นได้อย่างเหมาะสม เบรกเกอร์กับสายไฟต้องเลือกให้สัมพันธ์กัน การเลือกเบรกเกอร์ไม่ได้ดูแค่จำนวนวัตต์ของเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือดูว่าต้องการให้วงจรจ่ายไฟได้มากแค่ไหน แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการรับกระแสของสายไฟร่วมด้วย สายไฟแต่ละแบบรองรับกระแสได้ไม่เท่ากัน และค่าที่รองรับจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตัดสายเพียงอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้องกับชนิดของสาย วิธีเดินสาย จำนวนสายที่อยู่รวมกัน อุณหภูมิรอบข้าง และสภาพการติดตั้งด้วย เพราะเหตุนี้จึงไม่ควรจำแบบตายตัวว่าสายขนาดหนึ่งต้องใช้เบรกเกอร์กี่แอมป์ในทุกกรณี การจับคู่ระหว่างสายกับอุปกรณ์ป้องกันต้องดูตามเงื่อนไขของวงจรจริง หากใส่เบรกเกอร์ที่มีพิกัดสูงเกินความเหมาะสมของสาย การป้องกันภาวะโหลดเกินก็อาจไม่สอดคล้องกับระบบเดิม เบรกเกอร์ตัดบ่อย ควรหาสาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร ก่อนคิดเรื่องเพิ่มขนาดเบรกเกอร์ ควรแยกให้ออกก่อนว่าเบรกเกอร์ตัดเพราะอะไร เพราะอาการเดียวกันอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ถ้าเบรกเกอร์ตัดตอนเปิดเครื่องใช้หลายชิ้นพร้อมกัน อาจเป็นไปได้ว่าโหลดรวมของวงจรสูงเกินไป แต่ถ้าเปิดเครื่องเพียงชิ้นเดียวแล้วตัดทันที ก็อาจต้องตรวจตัวเครื่อง สายไฟ หรือภาวะกระแสสูงผิดปกติอื่น ๆ เพิ่มเติม บางวงจรยังใช้ RCBO ซึ่งมีหน้าที่ตรวจจับกระแสไฟรั่วร่วมด้วย ดังนั้นการตัดอาจไม่ได้เกิดจากโหลดเกินเพียงอย่างเดียว หากไม่รู้ว่าเบรกเกอร์ที่ใช้อยู่เป็นชนิดไหนและตัดจากสาเหตุอะไร การเพิ่มแอมป์ก็ยิ่งไม่ใช่คำตอบที่ควรเริ่มจากตรงนั้น ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อาจต้องแก้ที่วงจรมากกว่าเบรกเกอร์ กรณีที่บ้านหรือพื้นที่ใช้งานมีการเพิ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงเข้ามาภายหลัง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์ เตาไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ที่ใช้กำลังมากขึ้นกว่าเดิม แล้วเบรกเกอร์เริ่มตัดบ่อย ปัญหาอาจอยู่ที่วงจรเดิมไม่ได้ออกแบบมาสำหรับโหลดที่เพิ่มขึ้น การแก้ที่เหมาะสมจึงอาจเป็นการตรวจโหลดใหม่ แบ่งวงจรเพิ่ม เดินสายใหม่ หรือจัดอุปกรณ์ป้องกันให้เหมาะกับการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงถอดเบรกเกอร์ตัวเดิมแล้วใส่รุ่นที่มีค่าพิกัดสูงกว่าเข้าไป โดยเฉพาะวงจรที่ใช้กับเครื่องกำลังสูง การมีวงจรเฉพาะสำหรับอุปกรณ์บางประเภทอาจเหมาะสมกว่าการนำไปแชร์กับเครื่องใช้อื่นหลายชิ้น แต่รายละเอียดต้องพิจารณาตามกำลังของโหลดและการออกแบบระบบไฟฟ้าของสถานที่นั้น แล้วเปลี่ยนเบรกเกอร์เป็นแอมป์สูงขึ้นได้หรือไม่ เปลี่ยนได้ หากมีการตรวจสอบแล้วว่าวงจรรองรับจริง และอุปกรณ์เดิมถูกเลือกไม่เหมาะกับการใช้งานปัจจุบัน แต่การเปลี่ยนต้องดูมากกว่าตัวเลขบนหน้าตัวเบรกเกอร์ ทั้งสายไฟ วิธีติดตั้ง ลักษณะโหลด จุดต่อ และคุณลักษณะของอุปกรณ์ป้องกันที่ใช้ ดังนั้นคำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า […] More

  • บันไดไฟเบอร์กลาส
    in

    บันไดไฟเบอร์กลาสมีอายุการใช้งานกี่ปี และควรดูจากอะไร

    บันไดไฟเบอร์กลาสไม่ได้มีอายุใช้งานตายตัวว่าครบกี่ปีแล้วต้องเปลี่ยนทันที เพราะสภาพของบันไดแต่ละตัวขึ้นอยู่กับทั้งความถี่ในการใช้งาน วิธีขนย้าย พื้นที่จัดเก็บ และสภาพแวดล้อมที่ต้องเจอในแต่ละวัน บันไดที่ใช้ในอาคารและเก็บในที่แห้ง ย่อมมีโอกาสคงสภาพได้นานกว่าบันไดที่ต้องตากแดด เจอฝน ถูกลากไปกับพื้น หรือถูกกระแทกระหว่างขนขึ้นลงรถอยู่บ่อย ๆ เพราะเหตุนี้ จำนวนปีจึงเป็นเพียงข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าบันไดยังปลอดภัยหรือไม่ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือสภาพจริงของตัวบันได โดยเฉพาะรางข้าง ขั้นบันได จุดยึด ตัวล็อก ขารอง และร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างใช้งาน อายุใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุอย่างเดียว รางข้างของบันไดไฟเบอร์กลาสทำจากวัสดุคอมโพสิตที่มีเส้นใยแก้วเสริมแรงอยู่ในเรซิน วัสดุชนิดนี้ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีในหลายลักษณะงาน และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกนำมาใช้กับบันไดสำหรับงานช่างและงานอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสื่อมสภาพเลย เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ตัวเรซินบริเวณผิวอาจค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพ โดยเฉพาะบันไดที่โดนแสงแดดและรังสี UV เป็นเวลานาน ผิวอาจซีด ด้าน หรือเริ่มหยาบขึ้น บางกรณีอาจเห็นเส้นใยบริเวณผิวมากกว่าเดิม ลักษณะเหล่านี้สะท้อนว่าผิววัสดุเริ่มผ่านการใช้งานและสภาพแวดล้อมมาพอสมควร แต่ไม่ได้หมายความทันทีว่ารางหมดความแข็งแรงหรือบันไดต้องถูกทิ้ง สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “ผิวเสื่อมตามอายุ” กับ “โครงสร้างเสียหาย” เพราะสองอย่างนี้มีความหมายต่างกันมาก ผิวที่ซีดหรือหยาบอาจยังอยู่ในขอบเขตที่ผู้ผลิตมีแนวทางดูแลรักษาได้ ขณะที่รางแตก แยกชั้น บิด หรือมีรอยเสียหายลึกเข้าไปในเนื้อวัสดุ เป็นเรื่องที่ควรหยุดใช้งานและตรวจประเมินอย่างจริงจัง รางข้างคือจุดที่ไม่ควรมองข้าม รางข้างเป็นส่วนสำคัญที่รับแรงตลอดแนวบันได จึงควรตรวจให้ละเอียดมากกว่าการมองผ่าน ๆ ว่าสียังสวยหรือไม่ การตรวจที่ดีควรมองหารอยแตกตามแนวราง รอยแยกบริเวณขอบ จุดบวมผิดรูป รอยกระแทก หรือบริเวณที่เนื้อวัสดุดูแตกต่างจากส่วนอื่นอย่างชัดเจน บางครั้งความเสียหายอาจไม่ได้เกิดจากการใช้งานนาน แต่เกิดจากเหตุการณ์ครั้งเดียว เช่น บันไดตกจากรถ ถูกของหนักชน ถูกหนีบ หรือถูกกระแทกแรง หากเกิดเหตุแบบนี้ ควรตรวจสภาพใหม่ก่อนใช้งานต่อ แม้บันไดจะเพิ่งซื้อมาไม่นานก็ตาม การที่บันไดยังตั้งได้หรือยังดูตรงไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสียหายอยู่ภายใน จุดเสียหายบางอย่างอาจเริ่มจากรอยเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายเมื่อรับแรงซ้ำ ดังนั้น ถ้ามีประวัติถูกกระแทกแรง ไม่ควรใช้แค่สายตาประเมินแบบรวดเร็วแล้วนำกลับไปใช้งานทันที ขั้นบันไดและจุดยึดก็เสื่อมได้เหมือนกัน หลายคนมักจ้องดูเฉพาะรางไฟเบอร์กลาส แต่ปัญหาของบันไดไม่ได้เกิดที่รางอย่างเดียว ขั้นบันได หมุดยึด บานพับ ตัวกาง ตัวล็อก และขารอง เป็นส่วนที่ผ่านการรับแรงและขยับอยู่ตลอดเวลา ขั้นบันไดที่เริ่มหลวม จุดยึดที่มีระยะคลอน ตัวล็อกที่กางแล้วไม่เข้าที่ หรือขารองที่สึกจนเกาะพื้นได้ไม่ดี ล้วนมีผลต่อการใช้งานจริง บางอาการอาจเห็นชัดก่อนที่รางข้างจะแสดงความเสียหายเสียอีก ขารองบันไดเป็นอีกจุดที่ควรตรวจเป็นประจำ เพราะสัมผัสพื้นโดยตรง ถ้าสึก แข็ง แตก หรือหลุด […] More

  • ไพล็อตแลมป์
    in

    ติดไพล็อตแลมป์แล้วสีสว่างไม่ตรงกับหน้าปัด เกิดจากอะไร

    ไพล็อตแลมป์บางดวงดูเป็นสีหนึ่งตอนยังไม่เปิดไฟ แต่พอจ่ายไฟแล้วกลับสว่างออกมาอีกเฉด เช่น หัวไฟสีเขียวดูอมเหลือง สีแดงดูคล้ายส้ม หรือไฟสีขาวของดวงใหม่ดูอมฟ้ากว่าดวงเดิม อาการแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไพล็อตแลมป์เสียทันที เพราะสีที่มองเห็นไม่ได้เกิดจากเลนส์ด้านหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลร่วมกันระหว่างโมดูลแสง เลนส์ แรงดันไฟ สภาพของอุปกรณ์ และแสงรอบบริเวณหน้าตู้ หากอาการเกิดขึ้นหลังจากเพิ่งเปลี่ยนอะไหล่ จุดที่ควรตรวจเป็นอันดับแรกคือหัวไฟ เลนส์ และโมดูล LED เป็นชุดที่ใช้ร่วมกันได้ตามที่ผู้ผลิตกำหนดหรือไม่ โดยเฉพาะไพล็อตแลมป์แบบโมดูลาร์ที่สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนด้านหน้าและชุดไฟด้านหลังแยกกันได้ แม้ชิ้นส่วนจะประกอบเข้ากันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้สีและความสว่างเหมือนของเดิมเสมอไป สีของหัวไพล็อตแลมป์กับสีของแสงอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด สีที่เห็นบนหัวไพล็อตแลมป์ขณะปิดเครื่อง คือสีของเลนส์หรือฝาครอบพลาสติก เมื่อเปิดใช้งาน แสงจากโมดูลด้านหลังจะส่องผ่านเลนส์นั้นอีกครั้ง สีที่มองเห็นจึงขึ้นอยู่กับทั้งสองส่วน ไพล็อตแลมป์บางตระกูลใช้ LED ที่เปล่งแสงเป็นสีเดียวกับเลนส์ เช่น LED สีแดงอยู่หลังเลนส์แดง หรือ LED สีเขียวอยู่หลังเลนส์เขียว ขณะที่บางตระกูลใช้โมดูล LED สีขาวแบบ Universal ร่วมกับหัวไฟหลายสีได้ตามการออกแบบของผู้ผลิต จึงไม่ควรใช้หลักว่า LED ต้องเป็นสีเดียวกับเลนส์ในทุกกรณี และไม่ควรคิดว่าโมดูลสีขาวจะใช้กับเลนส์ทุกชนิดได้เสมอ วิธีที่แม่นยำกว่าคือดูรหัสรุ่น ตารางอะไหล่ หรือข้อมูลความเข้ากันได้ของผลิตภัณฑ์ตระกูลนั้นโดยตรง เปลี่ยนเลนส์หรือโมดูลไฟผิดชุด สาเหตุที่พบได้บ่อยคือมีการเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วนที่เสีย โดยเลือกจากรูปร่างและขนาดที่ใส่ได้ แต่ไม่ได้ตรวจว่าเป็นอะไหล่ของรุ่นเดียวกันหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ใช้หัวไฟสีแดงจากซีรีส์หนึ่งร่วมกับโมดูล LED ของอีกซีรีส์ แม้ประกอบเข้าด้วยกันได้ สีที่ออกมาอาจซีด สว่างไม่ทั่วหน้า หรือแตกต่างจากดวงอื่นที่อยู่ข้างกัน ไพล็อตแลมป์ขนาดติดตั้ง 22 มิลลิเมตรเหมือนกันก็ไม่ได้หมายความว่าชิ้นส่วนทุกยี่ห้อหรือทุกซีรีส์จะใช้แทนกันได้ เพราะภายในอาจต่างกันทั้งตำแหน่งของ LED รูปแบบการกระจายแสง ความหนาของเลนส์ และวัสดุที่ใช้กรองสี หากเพิ่งเปลี่ยนอะไหล่แล้วพบว่าสีเปลี่ยน ควรถอดตรวจหลังจากตัดแยกแหล่งจ่ายเรียบร้อยแล้ว และเปรียบเทียบรหัสของหัวไฟ โมดูลแสง และชุดยึดกับดวงเดิม ไม่ควรดูเฉพาะสีของชิ้นส่วนด้านหน้า เฉดสีของ LED ต่างจากของเดิม แม้จะเลือกสีถูกต้อง LED จากคนละรุ่นหรือคนละชุดการผลิตก็อาจให้เฉดสีไม่เหมือนกันทั้งหมด สีเขียวบางรุ่นออกเขียวอมเหลือง ขณะที่บางรุ่นออกเขียวอมฟ้า ส่วนสีแดงอาจมีทั้งโทนแดงเข้มและแดงอมส้ม ความแตกต่างจะเห็นชัดเมื่อเปลี่ยนเพียงดวงเดียวในตู้ที่มีไพล็อตแลมป์สีเดียวกันเรียงอยู่หลายดวง ดวงใหม่อาจดูสว่างกว่าและมีสีสดกว่า ส่วนดวงเก่าที่ผ่านการใช้งานมานานอาจดูหม่นลง แม้อุปกรณ์ทั้งสองยังทำงานได้ตามปกติ กรณีที่ต้องการให้สีและความสว่างใกล้เคียงกัน ควรเลือกอะไหล่รหัสเดียวกับของเดิม หรือใช้ไพล็อตแลมป์จากตระกูลเดียวกันทั้งแถว การเลือกเพียงสีและแรงดันตรงกันอาจยังไม่เพียงพอ ไฟสีขาวอาจมีทั้งโทนอุ่นและโทนเย็น ความแตกต่างของสีจะสังเกตได้ง่ายเป็นพิเศษกับไพล็อตแลมป์สีขาวหรือหัวแบบใส LED สีขาวบางรุ่นให้แสงอมเหลืองคล้ายวอร์มไวต์ ขณะที่บางรุ่นให้แสงขาวอมฟ้า แม้จะระบุว่าเป็นสีขาวเหมือนกันก็ตาม หากเปลี่ยนไพล็อตแลมป์สีขาวเพียงดวงเดียว ดวงใหม่จึงอาจดูอมฟ้ากว่าดวงเก่าโดยไม่ได้มีความผิดปกติทางไฟฟ้า […] More

  • ไขควงไฟฟ้า
    in

    ไขข้อสงสัย ไขควงไฟฟ้า ใช้แทนไขควงมือได้ทั้งหมด จริงหรือไม่?

    เมื่อพูดถึงเครื่องมือสำหรับขันและคลายสกรู หลายคนอาจมองว่า ไขควงไฟฟ้า คือเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้แทนไขควงมือโดยตรง เพราะช่วยหมุนสกรูได้รวดเร็วกว่า ไม่ต้องออกแรงข้อมือมาก และยังสามารถขันสกรูหลายตัวติดต่อกันได้สะดวก แต่ใส่ดอกให้ตรงกับหัวสกรูแล้วกดสวิตช์ เครื่องก็พร้อมทำงาน จึงไม่น่าแปลกใจครับ ที่ไขควงไฟฟ้าจะได้รับความนิยมทั้งในงานประกอบเฟอร์นิเจอร์ งานติดตั้งอุปกรณ์ งานซ่อมแซมภายในบ้าน และงานช่างทั่วไป ถึงอย่างนั้น แม้ไขควงไฟฟ้าจะช่วยลดเวลาและแรงงานได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้แทน ไขควงมือ ได้ในทุกสถานการณ์ งานขันสกรูบางประเภทอาจต้องใช้ ความรู้สึกจากมือ  การควบคุมแรงอย่างละเอียด  การเข้าถึงพื้นที่จำกัด  การทำงานกับอุปกรณ์ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ  ดังนั้น ก่อนเก็บไขควงมือออกจากกล่องเครื่องมือ เราควรเข้าใจก่อนว่าไขควงไฟฟ้าเหมาะกับงานอะไร และงานลักษณะไหนที่ไขควงมือ ยังคงทำได้ดีกว่า ไขควงไฟฟ้า ช่วยให้งานขันสกรูเร็วขึ้นจริง ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของไขควงไฟฟ้าคือความรวดเร็วครับ มีมอเตอร์ ที่ช่วยหมุนดอกแทนการใช้ข้อมือ ขันหรือคลายสกรูได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหมุนด้ามไขควงทีละครึ่งรอบเหมือนการใช้ไขควงมือ โดยเฉพาะงานประกอบชั้นวาง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่มีสกรูหลายสิบตัว การใช้ไขควงไฟฟ้าจะช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้อย่างชัดเจน นอกจากความเร็วแล้ว ไขควงไฟฟ้ายังช่วยลดความเมื่อยล้าของนิ้วมือและข้อมือได้ดี การต้องขันสกรูซ้ำ ๆ อาจทำให้เรา รู้สึกเจ็บฝ่ามือ หรือข้อมือจากการจับ และหมุนด้ามไขควงเป็นเวลานาน แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือไฟฟ้า แค่จับเครื่องให้อยู่ในแนวเดียวกับสกรู และกดสวิตช์ ก็ขันสกรูได้แล้ว   เหมาะกับงาน ที่มีสกรูจำนวนมาก หากงานหนึ่งมีสกรูเพียงหนึ่งหรือสองตัว ความแตกต่างระหว่างไขควงไฟฟ้ากับไขควงมืออาจไม่มากนัก แต่หากต้องประกอบชิ้นงานขนาดใหญ่ หรือทำงานหลายจุด ความเร็วในการหมุนของไขควงไฟฟ้าจะช่วยให้ทำงานได้คล่องตัวกว่า  ในการติดตั้งรางสายไฟ การประกอบตู้หลายใบ การติดบานพับ หรือการถอดอุปกรณ์ ที่มีสกรูเรียงอยู่รอบตัวเครื่อง ไขควงไฟฟ้า สามารถใช้แทนไขควงมือได้เกือบทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องการคือการหมุนสกรูเข้าและออกซ้ำ ๆ  แต่ผู้ใช้งานยังควรตรวจสอบแรงบิดของเครื่อง รวมถึงลดความเร็วลงเมื่อหัวสกรูเข้าใกล้พื้นผิวชิ้นงาน เพื่อป้องกันการขันลึกหรือแน่นเกินไป ไขควงไฟฟ้า ไม่ได้ให้ความรู้สึก เหมือนใช้มือ ไขควงไฟฟ้าจะส่งแรงหมุนอย่างต่อเนื่อง  เมื่อกดสวิตช์ เครื่องอาจหมุนต่อไปจนกว่าจะปล่อยสวิตช์ ระบบตัดแรงบิดทำงาน หรือมอเตอร์ไม่สามารถเอาชนะแรงต้านได้  หากเครื่องมีความเร็วสูง หรือยังไม่คุ้นเคย สกรูอาจถูกขันเกินตำแหน่งก่อนที่จะสังเกตได้ ไขควงมือควบคุมแรงช่วงสุดท้าย ได้ละเอียดกว่า ช่วงที่สกรูเกือบแน่นเป็นจังหวะสำคัญที่สุดของการขันสกรู เพราะแรงเพียงเล็กน้อยอาจทำให้สกรูแน่นพอดี หรืออาจทำให้เกลียวเสีย และวัสดุแตกร้าวได้ ไขควงมือช่วยให้เรา ค่อย ๆ เพิ่มแรงทีละน้อยและหยุดได้ทันทีเมื่อรู้สึกว่าสกรูแน่นถึงตำแหน่ง ช่างจำนวนมากนิยมใช้ไขควงไฟฟ้าหมุนสกรูเข้าไปเกือบสุด แล้วเปลี่ยนมาใช้ไขควงมือขันช่วงสุดท้าย  งานชิ้นเล็ก และวัสดุบาง ยังควรใช้ไขควงมือ สกรูที่อยู่ใน ของเล่น […] More

  • ยางชะลอความเร็ว
    in

    ยางชะลอความเร็วกับเนินปูนต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับพื้นที่มากกว่า

    จุดชะลอความเร็วตามลานจอดรถ หมู่บ้าน โรงงาน และทางเข้าอาคาร มักพบอยู่สองแบบ แบบแรกคือยางชะลอความเร็วสำเร็จรูปสีดำสลับเหลือง ซึ่งนำชิ้นส่วนมาต่อกันและยึดลงกับพื้น อีกแบบคือเนินที่ก่อขึ้นบนผิวทางอย่างถาวร ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกว่าเนินปูน ทั้งสองแบบมีหน้าที่ทำให้ผู้ขับลดความเร็วก่อนผ่านจุดเสี่ยง แต่แตกต่างกันทั้งเรื่องการติดตั้ง การซ่อม การรื้อย้าย และการออกแบบรูปทรง การเลือกใช้จึงไม่ควรมองเพียงว่าแบบใดแข็งแรงกว่า หรือวัสดุใดนุ่มกว่า แต่ต้องดูสภาพพื้นที่ ประเภทของรถ และระยะเวลาที่ต้องการใช้งานร่วมกัน คำว่าเนินปูนในบทความนี้หมายถึงเนินชะลอความเร็วแบบก่อสร้างติดกับผิวทาง โดยทั่วไปอาจทำจากคอนกรีตหรือวัสดุผิวทางชนิดอื่นตามแบบก่อสร้าง ไม่ได้หมายความว่าเนินชะลอความเร็วถาวรทุกแห่งต้องทำจากปูนเท่านั้น ยางชะลอความเร็วเป็นแบบสำเร็จรูป ติดตั้งและแก้ไขได้สะดวก ยางชะลอความเร็วสำเร็จรูปผลิตมาเป็นท่อน สามารถนำมาต่อให้พอดีกับความกว้างของช่องทาง แล้วใช้พุก เดือย หรือชุดอุปกรณ์ตามที่ผู้ผลิตกำหนดยึดเข้ากับพื้น จุดเด่นคือใช้เวลาติดตั้งไม่นาน ไม่ต้องเทวัสดุหรือรอการบ่มเหมือนงานก่อสร้าง แบบสำเร็จรูปจึงเหมาะกับลานจอดรถ ทางเข้าอาคาร พื้นที่โรงงาน โกดัง ป้อมรักษาความปลอดภัย หรือจุดที่อาจมีการปรับผังจราจรในอนาคต หากต้องการย้ายตำแหน่งหรือเปลี่ยนความยาว สามารถถอดและจัดวางใหม่ได้ง่ายกว่าเนินที่ก่อเป็นส่วนหนึ่งของพื้น เมื่อตัวชิ้นงานบางท่อนแตกร้าว สีซีด หรือแถบสะท้อนแสงเสียหาย ก็สามารถเปลี่ยนเฉพาะท่อนนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จุดยึดต้องได้รับการตรวจเป็นระยะ เพราะหากพุกคลาย ฐานไม่แนบพื้น หรือรูยึดเสียหาย ยางชะลอความเร็วจะเริ่มขยับและเกิดเสียงกระแทกเมื่อรถผ่าน การเลือกชุดยึดต้องอ้างอิงชนิดของพื้นและคู่มือของสินค้าแต่ละรุ่น ไม่ควรกำหนดเองว่าพื้นคอนกรีตต้องใช้พุกแบบใด หรือพื้นยางมะตอยต้องใช้เดือยแบบใดเสมอไป เพราะระบบติดตั้งของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน เนินปูนเป็นงานก่อสร้างที่อยู่กับผิวทางในระยะยาว เนินปูนหรือเนินแบบก่อสร้างจะถูกสร้างขึ้นบนตำแหน่งที่กำหนด แล้วแต่งรูปทรงให้ลาดขึ้นและลงตามแนวรถวิ่ง เมื่องานเสร็จแล้ว ตัวเนินจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผิวทาง จึงไม่มีชิ้นส่วนหลายท่อนหรือพุกจำนวนมากที่ต้องคอยตรวจเหมือนแบบสำเร็จรูป จุดเด่นคือสามารถออกแบบความยาว ความสูง และความลาดให้สัมพันธ์กับลักษณะถนนและความเร็วที่ต้องการควบคุมได้ หากก่อสร้างบนฐานที่แข็งแรงและทำรูปทรงได้สม่ำเสมอ เนินจะมีความมั่นคงและเหมาะกับจุดที่ต้องการใช้งานระยะยาว ข้อจำกัดคือใช้เวลาทำงานมากกว่า ต้องปิดพื้นที่ระหว่างก่อสร้าง และอาจต้องรอให้วัสดุพร้อมรับน้ำหนักก่อนเปิดใช้งาน หากสร้างผิดตำแหน่ง สูงเกินไป หรือชันเกินไป การแก้ไขจะยุ่งยากกว่าแบบสำเร็จรูป เพราะต้องสกัดหรือรื้อผิวทางเดิมออก เนินก่อสร้างยังต้องคำนึงถึงรอยต่อกับพื้นเดิม การระบายน้ำ และคุณภาพของชั้นฐาน หากเทวัสดุทับพื้นเดิมโดยไม่เตรียมผิวอย่างเหมาะสม อาจเกิดการแตกร้าว หลุดร่อน หรือทรุดบริเวณขอบเนินได้ ยางชะลอความเร็วกับเนินปูน แบบไหนทำให้รถกระแทกมากกว่า ไม่สามารถตัดสินจากวัสดุเพียงอย่างเดียวได้ แม้คำว่า “ยาง” จะฟังดูนุ่มกว่าคอนกรีต แต่ยางชะลอความเร็วสำเร็จรูปต้องมีโครงสร้างแข็งพอที่จะรองรับน้ำหนักรถ หากตัวเนินสูงและมีช่วงลาดสั้น รถก็อาจกระแทกได้มาก ในทางกลับกัน เนินปูนที่ออกแบบให้กว้างและลาดต่อเนื่องอาจขับผ่านได้นุ่มนวลกว่า แต่ถ้าก่อสูง ชัน หรือมีรูปทรงไม่เท่ากันตลอดแนว รถก็อาจกระแทกรุนแรงและเสี่ยงต่อการครูดใต้ท้องรถ จึงต้องแยกระหว่างสันชะลอความเร็วแบบสั้นกับเนินชะลอความเร็วแบบลาดยาวด้วย สันแบบสั้นมักทำให้ผู้ขับต้องลดความเร็วมากและรู้สึกถึงแรงกระแทกชัดกว่า ส่วนเนินที่มีช่วงลาดยาวจะเปลี่ยนระดับอย่างต่อเนื่องและผ่านได้นุ่มนวลกว่าเมื่อใช้ความเร็วเหมาะสม ดังนั้น ประสบการณ์ขณะขับผ่านขึ้นอยู่กับความสูง […] More

  • ถ่านไฟฉาย
    in

    อุปกรณ์กินไฟมากควรใช้ถ่านแบบไหน อัลคาไลน์ ลิเธียม หรือถ่านชาร์จ

    ของเล่นที่มีมอเตอร์ ไฟฉายความสว่างสูง จอยเกมไร้สาย หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดใช้งานต่อเนื่อง มักเปลี่ยนถ่านบ่อยกว่านาฬิกาแขวนและรีโมต แม้จะใช้ถ่านขนาด AA หรือ AAA เหมือนกันก็ตาม สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ขนาดของถ่านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ปริมาณกระแสที่อุปกรณ์ต้องการขณะทำงาน อุปกรณ์บางชนิดใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยและทำงานเป็นช่วงสั้น ๆ ขณะที่อุปกรณ์ที่มีมอเตอร์ ลำโพง จอแสดงผล หรือหลอดไฟกำลังสูง อาจต้องดึงกระแสมากและต่อเนื่องกว่า หากเลือกถ่านไม่เหมาะกับลักษณะการใช้งาน อุปกรณ์อาจยังเปิดได้ แต่ทำงานได้ไม่นาน มอเตอร์เริ่มหมุนช้า แสงไฟหรี่ลง เสียงเบาลง หรือแสดงสัญลักษณ์ถ่านอ่อนเร็วกว่าที่คาดไว้ อุปกรณ์แบบไหนถือว่าใช้พลังงานสูง คำว่า “อุปกรณ์กินไฟมาก” ไม่ได้พิจารณาจากขนาดของตัวเครื่อง แต่ดูจากลักษณะการใช้พลังงาน อุปกรณ์ที่ดึงกระแสสูงอาจต้องการพลังงานมากในช่วงสั้น ๆ หรือดึงกระแสต่อเนื่องตลอดเวลาที่เปิดใช้งาน ตัวอย่างที่ยังพบได้ทั่วไปในปัจจุบัน ได้แก่ ของเล่นบังคับและของเล่นที่มีมอเตอร์ ไฟฉาย LED ความสว่างสูง จอยเกมไร้สายบางรุ่น ไมโครโฟนไร้สาย เครื่องบันทึกเสียง แฟลชภายนอกบางรุ่น ตลอดจนเครื่องมือวัดและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับถ่าน AA หรือ AAA อุปกรณ์เหล่านี้ต่างจากนาฬิกา รีโมต เครื่องชั่งน้ำหนัก หรือเซนเซอร์บางประเภท ซึ่งมักใช้กระแสต่ำและไม่ได้ทำงานหนักต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าอุปกรณ์ทุกชนิดในกลุ่มเดียวกันใช้พลังงานเท่ากัน เช่น ไฟฉายขนาดเล็กอาจใช้กระแสน้อยกว่าไฟฉายความสว่างสูงมาก ส่วนจอยเกมแต่ละรุ่นก็อาจใช้ถ่านไม่เหมือนกัน บางรุ่นใช้ AA บางรุ่นมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในตัว จึงต้องตรวจข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละรุ่นประกอบเสมอ ถ่านอัลคาไลน์เหมาะกับงานทั่วไปและการใช้งานไม่ถี่มาก ถ่านอัลคาไลน์เป็นตัวเลือกพื้นฐานสำหรับอุปกรณ์ภายในบ้าน เพราะหาซื้อง่าย มีขนาดให้เลือกหลากหลาย และสามารถเก็บสำรองไว้ได้นานเมื่อยังไม่ได้ใช้งาน เหมาะกับรีโมต นาฬิกา ของเล่นทั่วไป ไฟฉาย และอุปกรณ์ไร้สายหลายประเภท ในอุปกรณ์ที่ใช้กระแสระดับต่ำถึงปานกลาง หรือใช้งานเพียงครั้งคราว ถ่านอัลคาไลน์มักให้ความสะดวกและเพียงพอต่อการใช้งาน ไม่ต้องซื้อเครื่องชาร์จหรือดูแลรอบการชาร์จ แต่เมื่อใช้กับอุปกรณ์ที่ต้องดึงกระแสสูงต่อเนื่อง แรงดันของถ่านอัลคาไลน์อาจลดลงระหว่างรับโหลด อุปกรณ์บางชนิดจึงเริ่มทำงานได้ไม่เต็มกำลัง แม้ภายในถ่านจะยังมีพลังงานเหลืออยู่บางส่วน ลักษณะนี้พบได้กับของเล่นมอเตอร์และอุปกรณ์ที่ต้องการกำลังสูงขณะทำงาน ถ่านอัลคาไลน์จึงไม่ได้ใช้กับอุปกรณ์กินไฟสูงไม่ได้ แต่หากเปิดใช้งานบ่อยหรือเปลี่ยนถ่านถี่ อาจมีตัวเลือกอื่นที่เหมาะและประหยัดกว่าในระยะยาว ถ่านชาร์จ NiMH เหมาะกับอุปกรณ์ที่ใช้บ่อยและเปลี่ยนถ่านบ่อย ถ่านชาร์จประเภทนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ หรือ NiMH เหมาะกับอุปกรณ์ที่ใช้ถ่าน AA หรือ AAA เป็นประจำ เช่น ของเล่นมอเตอร์ ไฟฉายที่ใช้งานบ่อย จอยเกมไร้สาย ไมโครโฟนไร้สาย […] More

  • เครื่องสำรองไฟ
    in

    เครื่องสำรองไฟดับทันทีเมื่อไฟดับ เกิดจากอะไร

    เครื่องสำรองไฟยังเปิดติด ใช้งานได้ตามปกติ แต่พอไฟบ้านดับกลับดับตามทันที อาการแบบนี้มักไม่ได้หมายความว่า UPS เสียทั้งเครื่องเสมอไป เพราะในช่วงที่มีไฟบ้าน เครื่องอาจยังจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้ตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้แบตเตอรี่ ระบบกลับไม่สามารถรับช่วงต่อได้ สาเหตุอาจเริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างเสียบอุปกรณ์ผิดช่อง ไปจนถึงแบตเตอรี่เสื่อม โหลดเกิน หรือวงจรภายในขัดข้อง การตรวจตามลำดับจะช่วยให้แยกปัญหาได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนเครื่องใหม่ทันที เสียบอุปกรณ์อยู่กับช่องที่ไม่สำรองไฟ UPS บางรุ่นมีเต้ารับอยู่สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งต่อกับแบตเตอรี่และยังจ่ายไฟได้เมื่อไฟดับ ส่วนอีกกลุ่มมีหน้าที่ป้องกันไฟกระชากเท่านั้น หากคอมพิวเตอร์ จอภาพ หรืออุปกรณ์สำคัญเสียบอยู่กับช่องที่ระบุว่า Surge Only อุปกรณ์จะดับพร้อมไฟบ้านทันที แม้ตัว UPS จะยังทำงานอยู่ก็ตาม จุดนี้จึงควรตรวจดูก่อน เพราะแก้ไขได้ง่ายและพบได้บ่อย โดยเฉพาะเครื่องที่มีเต้ารับหลายช่องเรียงติดกัน ควรมองหาคำว่า Battery Backup, Battery + Surge หรือสัญลักษณ์แบตเตอรี่ข้างเต้ารับ ช่องที่ไม่มีข้อความเหล่านี้อาจไม่ใช่ช่องสำรองไฟ ต่ออุปกรณ์เกินกำลังของ UPS UPS แต่ละเครื่องรองรับโหลดได้จำกัดทั้งในหน่วย VA และวัตต์ หากต่ออุปกรณ์รวมกันมากเกินไป เครื่องอาจยังดูเหมือนทำงานได้ขณะใช้ไฟบ้าน แต่เมื่อไฟดับและอินเวอร์เตอร์ต้องจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ เครื่องอาจตัดเอาต์พุตทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย อาการที่มักพบร่วมกันคือมีเสียงเตือน ไฟ Overload ติด หรือหน้าจอแสดงค่าโหลดสูงผิดปกติ ปัญหานี้มักเกิดเมื่อเสียบอุปกรณ์กินไฟสูง เช่น เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เครื่องทำความร้อน ปั๊ม มอเตอร์ หรือเครื่องใช้ที่มีกระแสขณะเริ่มทำงานสูง วิธีตรวจเบื้องต้นคือปิดอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วลดจำนวนโหลดให้เหลือเพียงอุปกรณ์กำลังต่ำที่ไม่เสี่ยงต่อข้อมูลเสียหาย หาก UPS สามารถสำรองไฟได้ แสดงว่าโหลดเดิมอาจสูงเกินไป หรือมีอุปกรณ์บางชิ้นที่ไม่เหมาะกับ UPS รุ่นนั้น แบตเตอรี่เสื่อมจนรับโหลดไม่ไหว แบตเตอรี่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดเมื่อ UPS ใช้งานมาหลายปี แม้เครื่องจะยังเปิดติดและแสดงสถานะแบตเตอรี่ แต่เมื่อไฟดับ แรงดันของแบตเตอรี่อาจตกลงอย่างรวดเร็วจนอินเวอร์เตอร์ไม่สามารถรักษาไฟขาออกไว้ได้ เครื่องจึงปิดตัวทันที อาการที่มักบอกว่าแบตเตอรี่เริ่มมีปัญหา ได้แก่ ระยะเวลาสำรองไฟสั้นลงเรื่อย ๆ UPS เตือนให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ เครื่องดับทันทีเมื่อเข้าสู่โหมดแบตเตอรี่ ชาร์จนานแต่ใช้งานได้เพียงช่วงสั้น แบตเตอรี่บวม มีกลิ่น หรือมีความร้อนผิดปกติ แบตเตอรี่ที่เสื่อมอาจยังวัดแรงดันได้ในตอนที่ไม่มีโหลด แต่พอเริ่มจ่ายกระแสจริง แรงดันจะตกอย่างรวดเร็ว จึงไม่ควรตัดสินจากไฟแสดงสถานะหรือค่าแรงดันเพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่มีประจุต่ำมาก UPS ที่เพิ่งซื้อ เพิ่งเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือไม่ได้เสียบใช้งานมานาน […] More

  • ซีเล็คเตอร์สวิทช์
    in

    เปลี่ยนซีเล็คเตอร์สวิทช์ใหม่ ต้องดูอะไรให้ใช้แทนของเดิมได้

    ซีเล็คเตอร์สวิทช์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้นาน แต่เมื่อหัวหมุนหลวม หมุนแล้วไม่ล็อก เด้งกลับผิดปกติ หรือหน้าสัมผัสเริ่มทำงานไม่แน่นอน การเปลี่ยนตัวใหม่มักเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่าการฝืนใช้งานต่อ ปัญหาคือซีเล็คเตอร์สวิทช์ที่หน้าตาเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนกันได้ทั้งหมด บางรุ่นมีจำนวนตำแหน่งเท่ากัน แต่กลไกการคืนตัวต่างกัน บางตัวใช้หน้าสัมผัส 1NO ขณะที่ของเดิมเป็น 1NO+1NC หรือแม้แต่ขนาดหัวสวิตช์เท่ากัน แต่รูเจาะหน้าตู้กลับคนละขนาด ก่อนซื้ออะไหล่ใหม่จึงควรตรวจรายละเอียดของตัวเดิมให้ครบ ไม่เช่นนั้นอาจติดตั้งได้แต่สั่งงานไม่ตรง หรือไม่สามารถใส่เข้ากับแผงเดิมได้เลย เริ่มจากดูรหัสรุ่นเดิมก่อน วิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุดคือดูรหัสรุ่นที่พิมพ์อยู่บนตัวสวิตช์หรือบล็อกหน้าสัมผัส เพราะรหัสมักบอกข้อมูลสำคัญ เช่น จำนวนตำแหน่ง รูปแบบการคืนตัว ชนิดหน้าสัมผัส และขนาดติดตั้ง หากตัวหนังสือเลือน ควรถ่ายภาพทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังไว้ก่อนถอด รวมถึงถ่ายตำแหน่งสายแต่ละเส้นให้เห็นหมายเลขขั้วชัดเจน ภาพเหล่านี้ช่วยลดความสับสนเมื่อต้องเทียบกับรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่เปลี่ยนข้ามยี่ห้อ จำนวนตำแหน่งต้องตรงกับของเดิม ซีเล็คเตอร์สวิทช์ที่ใช้กันทั่วไปมีทั้งแบบ 2 ตำแหน่งและ 3 ตำแหน่ง แบบ 2 ตำแหน่งมักใช้กับคำสั่งอย่าง ON–OFF หรือ Manual–Auto ส่วนแบบ 3 ตำแหน่งมักใช้กับ Manual–Off–Auto หรือ Forward–Off–Reverse จำนวนตำแหน่งต้องเลือกให้ตรงกับวงจรเดิม หากเดิมเป็นแบบ 3 ตำแหน่งแล้วเปลี่ยนเป็น 2 ตำแหน่ง คำสั่งบางส่วนจะหายไป แม้ว่าหัวสวิตช์จะติดตั้งเข้ากับหน้าตู้ได้ก็ตาม นอกจากจำนวนจังหวะแล้ว ควรดูมุมหมุนและตำแหน่งของหัวด้วย เพราะบางรุ่นวางตำแหน่งซ้าย–กลาง–ขวาไม่เหมือนกัน ต้องเช็กว่าเป็นแบบค้างหรือแบบเด้งกลับ ซีเล็คเตอร์สวิทช์มีทั้งแบบหมุนแล้วค้าง และแบบปล่อยมือแล้วเด้งกลับ ตรงนี้เป็นจุดที่มักเลือกผิด เพราะดูจากภายนอกแทบไม่ต่างกัน แบบค้างตำแหน่งเหมาะกับการเลือกโหมดที่ต้องทำงานต่อเนื่อง เช่น Manual–Auto หรือ Local–Remote ส่วนแบบเด้งกลับเหมาะกับคำสั่งชั่วขณะ เช่น สั่งเปิดวาล์ว สั่งเลื่อนอุปกรณ์ หรือส่งสัญญาณให้วงจรทำงานเพียงช่วงสั้น ๆ สวิตช์ 3 ตำแหน่งบางรุ่นเด้งกลับจากทั้งซ้ายและขวาเข้าสู่ตำแหน่งกลาง ขณะที่บางรุ่นเด้งกลับเพียงด้านเดียว หากเลือกไม่ตรงกับของเดิม พฤติกรรมของเครื่องจักรจะเปลี่ยนทันที แม้ว่าจะต่อสายเหมือนเดิมก็ตาม หน้าสัมผัสด้านหลังต้องเหมือนกัน หัวหมุนทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้งาน ส่วนบล็อกหน้าสัมผัสด้านหลังเป็นส่วนที่ต่อหรือตัดวงจร ซีเล็คเตอร์สวิทช์ที่มีหัวเหมือนกันจึงอาจใช้บล็อกหน้าสัมผัสต่างกันได้ ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่ จำนวนหน้าสัมผัส ชนิด NO หรือ NC หมายเลขขั้วต่อ ลำดับการทำงานของหน้าสัมผัสแต่ละตำแหน่ง NO […] More

  • ใบเลื่อยชัก
    in

    ความยาว กับ “ความเร็ว” ของ ใบเลื่อยชัก ที่หลายคนอาจเข้าใจผิด

    เมื่อต้องเลือก ใบเลื่อยชัก มาใช้กับเครื่องเลื่อยชัก ตัวเก่ง เราอาจเริ่มจากการดูความยาวของใบก่อนเพราะภาพที่เห็นดูเข้าใจง่ายมากครับ ใบที่ยาวกว่าน่าจะเข้าถึงชิ้นงานได้ลึกกว่า มีพื้นที่ฟันเลื่อยมากกว่า และน่าจะตัดไม้ ท่อเหล็ก หรือวัสดุชิ้นใหญ่ได้ดี หรือ “เร็วกกว่า” เชื่อสนิทใจ ว่า อยากให้เลื่อยชักทำงานเร็วขึ้น แค่เปลี่ยนมาใช้ใบเลื่อยชักยาวกว่าเดิม ก็น่าจะช่วยได้ ความจริงแล้ว คำว่า “ใบยาวกว่า” ไม่ได้หมายความว่า “ตัดเร็วกว่า” เสมอไป ความยาวของใบเลื่อยชักมีผลโดยตรงกับขนาด และความลึกของชิ้นงานที่สามารถตัดได้ แต่ความเร็วในการตัดยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนฟันต่อนิ้ว รูปทรงของฟัน วัสดุที่ใช้ผลิตใบ ความหนาของใบ ระยะชักของเครื่อง ความเร็วรอบ รวมถึงแรงกด และเทคนิคการใช้งาน บางสถานการณ์ ใบเลื่อยชัก ที่ยาวกว่าช่วยให้ทำงานสะดวก และต่อเนื่องขึ้นจริง แต่ในบางงาน ใบที่ยาวเกินความจำเป็นกลับ คุมยาก รอยตัดไม่ตรง และอาจทำให้ตัดช้ากว่าใบสั้นเสียด้วย ดังนั้น ก่อนตัดสินว่าใบเลื่อยชักยิ่งยาวยิ่งเร็ว เราต้องแยกให้ออกก่อนว่า ความยาวของใบมีหน้าที่อะไร และปัจจัยไหน เป็นตัวกำหนดความเร็วในการตัด อย่างแท้จริง ความยาวของ ใบเลื่อยชัก มีผลกับอะไรบ้าง? ความยาว ใบเลื่อยชัก ช่วยให้ใบเลื่อยชักสามารถผ่านชิ้นงาน ได้ตลอดความหนา และยังเหลือระยะสำหรับการเคลื่อนที่เข้าออกตามช่วงชักของเครื่อง ถ้าใบสั้นเกินไป ปลายใบอาจหลุดกลับเข้าไปในเนื้อวัสดุระหว่างที่เครื่องกำลังทำงาน ซึ่งทำให้ตัดต่อไม่ได้อย่างราบรื่น และเพิ่มโอกาสที่ปลายใบจะกระแทกกับขอบชิ้นงานจนใบเลื่อยชักงอ หรือเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม ความยาวไม่ได้เพิ่มกำลังของเครื่อง ไม่ได้เพิ่มจำนวนครั้งที่ใบเคลื่อนที่ในหนึ่งนาที และไม่ได้ทำให้ฟันเลื่อยคมขึ้นโดยอัตโนมัติ  ใบเลื่อยชัก ที่ยาวขึ้นเพิ่ม “ระยะเข้าถึง” มากกว่าการเพิ่ม “ความเร็วตัด” โดยตรง ใบเลื่อยชัก ยิ่งยาว ยิ่งตัดเร็วจริงหรือไม่? คำตอบคือ ไม่จริงเสมอไป ครับ ถ้าใบเลื่อยชักยาว แต่จำนวนฟัน รูปทรง วัสดุใบ และกำลังเครื่องยังเหมือนเดิม ความเร็วในการตัด อาจแทบไม่เปลี่ยน หรือบางกรณีอาจช้าลงด้วย เนื่องจากใบเลื่อยชัก ที่ยาวขึ้นจะมีโอกาสสั่น และบิดตัวมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อปลายใบยื่นพ้นชิ้นงานออกไปไกลเกินจำเป็น ดังนั้น ความเชื่อว่าใบเลื่อยชักยิ่งยาวยิ่งตัดเร็ว จึงเป็นความเข้าใจ ที่ถูกเพียงบางส่วน ใบยาวอาจช่วยให้ตัดชิ้นงานใหญ่ได้ต่อเนื่อง และไม่ติดขัด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มอัตราการกินเนื้อวัสดุในทุกสถานการณ์ ทำไม ใบเลื่อยชัก […] More

  • กรวยจราจร
    in

    กรวยจราจรใช้งานได้นานแค่ไหน ควรเปลี่ยนเมื่อใด

    กรวยจราจรบางชิ้นใช้งานได้หลายปีโดยยังมีสีสดและตั้งได้มั่นคง ขณะที่บางชิ้นวางกลางแดดเพียงระยะหนึ่งก็เริ่มซีด แข็ง หรือแตกร้าว ความแตกต่างนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่ากรวยจราจรมีอายุใช้งานกี่ปี และควรเปลี่ยนตามระยะเวลาหรือดูจากสภาพจริง คำตอบคือ กรวยจราจรไม่มีอายุใช้งานตายตัวที่ใช้ได้กับทุกชิ้น เพราะความทนทานขึ้นอยู่กับวัสดุ สูตรป้องกันรังสี UV สถานที่ติดตั้ง ความถี่ในการใช้งาน การขนย้าย และการจัดเก็บ กรวยที่ตั้งกลางแจ้งทุกวันย่อมเสื่อมเร็วกว่ากรวยที่ใช้ภายในอาคารหรือเก็บในร่มหลังเลิกงาน มอก. 2899-2561 ครอบคลุมกรวยพลาสติกที่ใช้กำหนดขอบเขตบนผิวจราจรชั่วคราว เช่น งานบังคับทิศทางรถ งานซ่อมแซม และงานก่อสร้าง แต่ไม่ได้กำหนดให้เปลี่ยนกรวยทุกกี่ปีแบบตายตัว ปัจจุบันมาตรฐานดังกล่าวจัดเป็นมาตรฐานทั่วไป ไม่ใช่มาตรฐานบังคับ ผู้ซื้อจึงควรตรวจทั้งคุณภาพสินค้า เอกสารรับรอง และสภาพระหว่างใช้งานร่วมกัน อายุกรวยขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน กรวยที่อยู่ริมถนน ไซต์ก่อสร้าง หรือลานจอดรถกลางแจ้ง ต้องเผชิญทั้งแสงแดด ความร้อน ฝน ฝุ่น และไอเสีย รังสี UV สามารถทำให้สีส้มค่อย ๆ จางลง เนื้อพลาสติกแข็ง และสูญเสียความยืดหยุ่น เมื่อถูกรถเฉี่ยวหรือกดทับจึงแตกง่ายกว่าเดิม การลากกรวยไปกับพื้น การโยนขึ้นรถ หรือการวางของหนักทับขณะขนส่งก็ทำให้อายุสั้นลงได้ กรวยอาจมีรอยถลอก ฐานฉีก หรือลำตัวเสียรูป แม้จะซื้อมาได้ไม่นานก็ตาม ส่วนกรวยที่ใช้ภายในคลังสินค้า อาคารสำนักงาน หรือพื้นที่จัดกิจกรรม มักได้รับแดดและความร้อนน้อยกว่า หากเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังและจัดเก็บถูกวิธี ก็มีโอกาสใช้งานได้นานกว่าอย่างเห็นได้ชัด ลักษณะการใช้งาน ปัจจัยที่ทำให้เสื่อม ตั้งกลางแจ้งตลอดวัน แสง UV ความร้อน ฝน และมลภาวะ ใช้ริมถนน ฝุ่น ไอเสีย แรงลม และการถูกรถเฉี่ยว ใช้ในไซต์ก่อสร้าง การลาก กระแทก และคราบวัสดุก่อสร้าง ขนย้ายเป็นประจำ การโยน ซ้อนผิดวิธี และกดทับ ใช้ภายในอาคาร เสื่อมช้ากว่า แต่ยังต้องตรวจรอยแตกและฐาน ใช้งานกลางคืน ต้องให้ความสำคัญกับแถบสะท้อนแสงเป็นพิเศษ 6 สัญญาณที่บอกว่าควรเปลี่ยนกรวยจราจร การตัดสินว่ากรวยยังใช้งานได้หรือไม่ ควรดูจากความสามารถในการเตือนและแบ่งพื้นที่ ไม่ใช่เพียงดูว่ายังตั้งได้อยู่หรือเปล่า 1. สีส้มซีดจนมองเห็นไม่เด่น สีส้มช่วยให้กรวยแยกออกจากพื้นถนนและสภาพแวดล้อม หากสีซีด ด่าง หรือหมองจนกลืนไปกับพื้น กรวยจะสังเกตเห็นได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฝนตก แสงน้อย หรือพื้นที่ที่มีสิ่งของจำนวนมาก […] More

  • in

    ฟิวส์ใน เซฟตี้สวิทช์ ขาดบ่อย เกิดจากอะไร เปลี่ยนฟิวส์ใหญ่ขึ้นได้ไหม

    ฟิวส์ภายในเซฟตี้สวิทช์มีหน้าที่ช่วยตัดวงจรเมื่อมีกระแสไฟสูงเกินระดับที่ฟิวส์ออกแบบไว้ หากฟิวส์ขาดเพียงครั้งเดียว อาจเกิดจากเหตุผิดปกติชั่วคราว แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วขาดซ้ำ หรือใช้งานได้ไม่นานก็ขาดอีก แสดงว่าวงจรอาจมีปัญหาที่ต้องตรวจสอบ ไม่ควรแก้ด้วยการเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่หาสาเหตุ สิ่งที่หลายคนมักสงสัยคือ หากฟิวส์ขาดบ่อย สามารถเพิ่มขนาดแอมป์ของฟิวส์เพื่อให้ทนขึ้นได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ควรเพิ่มขนาดฟิวส์เอง เพราะฟิวส์ไม่ได้มีไว้เพียงให้เครื่องทำงานต่อได้ แต่ถูกเลือกมาเพื่อช่วยป้องกันสายไฟ อุปกรณ์ และวงจร หากเปลี่ยนเป็นฟิวส์ที่ใหญ่เกินไป กระแสผิดปกติอาจไหลผ่านได้นานขึ้นจนสายไฟร้อน ฉนวนเสียหาย หรือเกิดไฟไหม้ได้ ฟิวส์ในเซฟตี้สวิทช์ทำหน้าที่อะไร เซฟตี้สวิทช์แบบมีฟิวส์ หรือ Fusible Safety Switch รวมอุปกรณ์สองส่วนไว้ในตู้เดียวกัน ได้แก่ ชุดสวิตช์สำหรับตัดแยกวงจร และฟิวส์สำหรับช่วยป้องกันกระแสเกินหรือไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อมีกระแสไหลผ่านสูงเกินค่าที่ฟิวส์รองรับ ส่วนประกอบภายในจะหลอมขาดและเปิดวงจร ทำให้กระแสหยุดไหลไปยังอุปกรณ์ปลายทาง แต่ฟิวส์จะทำงานได้เหมาะสมก็ต่อเมื่อเลือกชนิด พิกัดกระแส พิกัดแรงดัน และความสามารถในการตัดกระแสลัดวงจรให้ตรงกับระบบเท่านั้น เซฟตี้สวิทช์แต่ละรุ่นอาจรองรับฟิวส์ต่างประเภทและต่างขนาดกัน จึงไม่ควรเลือกจากลักษณะที่ใส่ลงช่องได้เพียงอย่างเดียว ฟิวส์ในเซฟตี้สวิทช์ขาดบ่อย เกิดจากอะไร ฟิวส์ขาดซ้ำอาจไม่ได้มีสาเหตุเดียว บางครั้งปัญหาอยู่ที่โหลด บางครั้งเกิดจากสายไฟ อุปกรณ์ปลายทาง หรือเลือกฟิวส์ไม่เหมาะกับลักษณะการใช้งาน 1. วงจรใช้กระแสเกินต่อเนื่อง สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ วงจรใช้กระแสมากกว่าที่ออกแบบไว้เป็นเวลานาน เช่น ต่ออุปกรณ์เพิ่มเข้าไปในวงจร เครื่องจักรทำงานหนักกว่าปกติ มอเตอร์แบกรับภาระมาก หรืออุปกรณ์บางส่วนเริ่มเสื่อมจนดึงกระแสสูงขึ้น กระแสอาจไม่ได้สูงมากพอที่จะทำให้ฟิวส์ขาดทันที แต่เมื่อไหลเกินพิกัดต่อเนื่อง ความร้อนจะสะสมจนฟิวส์เปิดวงจร หากเปลี่ยนฟิวส์แล้วเปิดใช้งานต่อโดยไม่ลดโหลดหรือแก้ปัญหา ฟิวส์ก็มักขาดซ้ำอีก 2. เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟฟ้าลัดวงจรทำให้กระแสเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ฟิวส์จึงอาจขาดแทบจะทันทีหลังเปิดเซฟตี้สวิทช์ สาเหตุอาจมาจากฉนวนสายไฟชำรุด สายแตะกัน น้ำหรือความชื้นเข้าอุปกรณ์ ขั้วต่อหลุด หรือชิ้นส่วนภายในเครื่องจักรเสียหาย หากเปลี่ยนฟิวส์แล้วขาดทันทีซ้ำ ๆ ควรหยุดใช้งาน ไม่ควรทดลองเปิดหลายรอบ เพราะกระแสลัดวงจรอาจสร้างความร้อน อาร์กไฟฟ้า และความเสียหายเพิ่มขึ้น แม้ฟิวส์จะช่วยจำกัดพลังงานจากความผิดปกติได้ตามคุณสมบัติของฟิวส์ แต่ต้องใช้ฟิวส์ที่มีความสามารถในการตัดกระแสเพียงพอกับระบบด้วย 3. เลือกชนิดฟิวส์ไม่เหมาะกับโหลด ฟิวส์ที่มีค่ากระแสเท่ากันอาจมีลักษณะการทำงานต่างกัน เช่น ฟิวส์ชนิดทำงานเร็วและฟิวส์ชนิดหน่วงเวลา อุปกรณ์อย่างมอเตอร์ หม้อแปลง โซลินอยด์ หรือเครื่องปรับอากาศอาจมีกระแสกระชากในช่วงเริ่มทำงาน แม้กระแสดังกล่าวจะเกิดเพียงช่วงสั้น ๆ และไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์เสีย หากใช้ฟิวส์ที่ทำงานเร็วเกินไป ฟิวส์อาจขาดในช่วงสตาร์ตทั้งที่วงจรไม่ได้มีความผิดปกติจริง ในงานลักษณะนี้อาจต้องใช้ฟิวส์แบบหน่วงเวลาที่ได้รับการเลือกตามกระแสสตาร์ตและข้อกำหนดของอุปกรณ์ ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มขนาดแอมป์โดยคาดเดา ฟิวส์แบบหน่วงเวลาได้รับการออกแบบให้ทนกระแสกระชากช่วงสั้นได้มากกว่า ขณะที่ยังคงให้การป้องกันเมื่อมีกระแสผิดปกติจริง 4. มอเตอร์หรือเครื่องจักรมีปัญหา […] More

  • ลูกกลิ้งทาสี
    in

    ลูกกลิ้งทาสีใหม่ต้องล้างก่อนใช้ไหม ทำไมบางทีขนหลุดติดผนัง

    เวลาซื้อลูกกลิ้งทาสีใหม่ หลายคนมักแกะซองแล้วจุ่มสีใช้งานทันที เพราะคิดว่าอุปกรณ์ใหม่ก็น่าจะสะอาดและพร้อมใช้แล้ว แต่พอเริ่มทาสีจริง กลับเจอปัญหาที่ทำให้งานเสียอารมณ์ เช่น มีขนลูกกลิ้งหลุดติดผนัง สีเป็นเม็ดเล็ก ๆ ผิวงานไม่เรียบ หรือทาไปแล้วเห็นเศษฝุ่นปะปนอยู่บนฟิล์มสี ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าลูกกลิ้งเสียเสมอไป แต่อาจเกิดจากการไม่ได้เตรียมลูกกลิ้งก่อนใช้งาน โดยเฉพาะลูกกลิ้งทาสีใหม่ที่ยังมีขนหลวม ฝุ่นจากการผลิต หรือเศษเส้นใยเล็ก ๆ ติดอยู่บนผิวลูกกลิ้ง หากนำไปจุ่มสีแล้วทาผนังทันที เศษเหล่านี้อาจหลุดออกมาติดบนผนังได้ง่าย ลูกกลิ้งทาสีใหม่ต้องล้างก่อนใช้ไหม คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องล้างแบบแช่น้ำหรือซักจนเปียกชุ่มทุกครั้ง แต่ควรเตรียมลูกกลิ้งก่อนใช้งานเสมอ เพื่อเอาขนหลวม ฝุ่น และเศษเส้นใยที่ติดอยู่บนผิวลูกกลิ้งออกก่อนนำไปทาสี ถ้าใช้กับสีน้ำหรืองานทาสีผนังทั่วไป สามารถทำให้ลูกกลิ้งชื้นเล็กน้อยได้ แล้วสะบัดหรือบีบน้ำส่วนเกินออกให้มากที่สุด ลูกกลิ้งควรแค่หมาด ไม่ใช่เปียกจนมีน้ำหยด เพราะถ้าน้ำค้างอยู่มากเกินไป อาจทำให้สีเจือจาง ทาแล้วสีบาง สีไหล หรือผิวงานไม่สม่ำเสมอได้ แต่ถ้าไม่อยากล้างน้ำ อาจใช้วิธีปัดขนหลวมออก ใช้เทปกาวแตะเบา ๆ รอบลูกกลิ้ง หรือกลิ้งลูกกลิ้งบนพื้นผิวสะอาดก่อนใช้งาน วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ขนหลุดติดผนังระหว่างทาสีได้ดีเช่นกัน ทำไมลูกกลิ้งทาสีใหม่ถึงมีขนหลุด ลูกกลิ้งทาสีทำจากวัสดุหลายแบบ เช่น ใยสังเคราะห์ ไมโครไฟเบอร์ โพลีเอสเตอร์ หรือวัสดุผสมอื่น ๆ ระหว่างการผลิต การตัดแต่ง และการบรรจุ อาจมีเส้นใยเล็ก ๆ หรือขนที่ยังไม่แน่นติดอยู่บนผิวลูกกลิ้งได้บ้าง เมื่อเอาไปจุ่มสีและกลิ้งบนผนัง เส้นใยที่หลวมเหล่านี้จึงหลุดออกมาติดกับสีที่ยังเปียก นอกจากนี้ ลูกกลิ้งบางรุ่นที่คุณภาพไม่ดี ขนไม่แน่น หรือวัสดุไม่เหมาะกับชนิดสีที่ใช้ ก็อาจหลุดง่ายกว่าปกติ ยิ่งถ้าใช้กับผนังพื้นที่กว้าง ขนที่หลุดออกมาจะยิ่งเห็นชัด เพราะติดกระจายอยู่บนผิวสีและแก้ไขยากเมื่อสีเริ่มแห้ง ขนลูกกลิ้งติดผนัง ส่งผลกับงานสียังไง ขนลูกกลิ้งที่หลุดติดผนังอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วมีผลกับความเรียบร้อยของงานสีมาก โดยเฉพาะผนังเรียบหรือผนังที่ใช้สีโทนอ่อน เพราะเศษขนและเส้นใยเล็ก ๆ จะทำให้ผิวสีดูไม่เนียน มองเห็นเป็นเม็ด เป็นจุด หรือเป็นเส้นเล็ก ๆ หลังสีแห้ง ถ้าพยายามดึงขนออกตอนสีกำลังเหนียว อาจทำให้ผิวสีเป็นรอยมากกว่าเดิม แต่ถ้าปล่อยไว้จนแห้ง ก็อาจต้องขัดผิวและทาทับใหม่ในจุดนั้น ทำให้งานเสียเวลาโดยไม่จำเป็น วิธีเตรียมลูกกลิ้งทาสีใหม่ก่อนใช้งาน ก่อนนำลูกกลิ้งทาสีใหม่ไปจุ่มสี ควรตรวจดูผิวลูกกลิ้งก่อนว่าแน่นดีไหม มีขนหลุดง่ายหรือเปล่า หากใช้มือลูบแล้วมีเส้นใยติดมือออกมามาก แปลว่าควรทำความสะอาดหรือกำจัดขนหลวมออกก่อน วิธีง่าย ๆ คือใช้เทปกาวแตะรอบผิวลูกกลิ้งเบา ๆ เพื่อดึงขนหลวมและฝุ่นออก จากนั้นกลิ้งลูกกลิ้งบนกระดาษลัง […] More

Load More
Congratulations. You've reached the end of the internet.
Back to Top
close

Log In

Forgot password?

Forgot password?

Enter your account data and we will send you a link to reset your password.

Your password reset link appears to be invalid or expired.

Log in

Privacy Policy

To use social login you have to agree with the storage and handling of your data by this website. %privacy_policy%

Add to Collection

No Collections

Here you'll find all collections you've created before.